อนาคตอยู่ในมือคุณ: เจาะลึกเส้นทางอาชีพในสตาร์ทอัพ AI ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ

webmaster

AI 분야 스타트업에서 일하기 - **Prompt:** "A vibrant and diverse team of young Thai professionals, men and women, collaboratively ...

ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ได้ยินแต่คำว่า “AI” เต็มไปหมดเลยใช่ไหมคะเพื่อนๆ! สมัยนี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว แต่มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและการทำงานของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็น “เครื่องยนต์” ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียวค่ะส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกตื่นเต้นกับยุคนี้มากๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนทำงานอย่างเราเยอะแยะไปหมดเลยนะคะ จากที่เคยได้ยินมาว่า AI จะมาแทนที่งานคน แต่จริงๆ แล้วมันคือโอกาสที่เราจะได้ “ทำงานร่วมกับ AI” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาการทำงานต่างหากค่ะ ยิ่งในประเทศไทยของเราตอนนี้ การลงทุนในสตาร์ทอัพด้าน AI ก็กำลังเป็นที่น่าจับตา แถมรัฐบาลและเอกชนเองก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีของตัวเองด้วยนะ ใครที่กำลังมองหาเส้นทางอาชีพใหม่ๆ หรืออยากอัปสกิลให้ทันโลก บอกเลยว่าสายงาน AI นี่แหละคือขุมทรัพย์เลย!

แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะรู้ว่าควรเริ่มต้นยังไง หรือต้องเตรียมตัวอะไรบ้างใช่ไหมล่ะคะ ไม่ต้องห่วงค่ะ! เดี๋ยวเรามาเจาะลึกไปพร้อมกันเลยดีกว่าว่าการทำงานในสตาร์ทอัพ AI มีอะไรน่าสนใจบ้าง และเราควรมีทักษะอะไรเพื่อคว้าโอกาสทองนี้ไว้ในมือเอาล่ะค่ะ!

ถ้าพร้อมแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าในโลกของสตาร์ทอัพ AI ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ มีอะไรที่เราควรรู้และเตรียมตัวบ้าง ไปหาคำตอบกันแบบละเอียดๆ เลยดีกว่าค่ะ!

โอกาสทองของคนยุคใหม่: สตาร์ทอัพ AI ในไทยกำลังบูมสุดๆ!

AI 분야 스타트업에서 일하기 - **Prompt:** "A vibrant and diverse team of young Thai professionals, men and women, collaboratively ...

ทำไม AI สตาร์ทอัพไทยถึงน่าจับตามอง

เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ วงการสตาร์ทอัพในบ้านเราโดยเฉพาะสาย AI เนี่ย กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดมากๆ เลยค่ะ! จากที่เมื่อก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับการใช้ AI ในรูปแบบที่เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากต่างประเทศซะส่วนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้สตาร์ทอัพไทยของเราเก่งกาจไม่แพ้ใครเลยนะคะ พวกเขากำลังสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์คนไทยและตลาดในภูมิภาคได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น AI ที่ช่วยเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผลภาษาธรรมชาติ หรือแม้แต่ AI ที่ช่วยในภาคการผลิตและบริการต่างๆ ฉันเองก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ทำงานในวงการนี้หลายคน แต่ละคนเล่าให้ฟังถึงความสนุกและความท้าทายในการสร้างสิ่งที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย ซึ่งมันเป็นการทำงานที่ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ ที่สำคัญคือสตาร์ทอัพเหล่านี้ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังเล็งเห็นโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศอีกด้วย เรียกว่าเป็นยุคที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยศักยภาพจริงๆ นะคะ

การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนผลักดันอุตสาหกรรม

ส่วนสำคัญที่ทำให้ AI สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้เร็วขนาดนี้ ก็ต้องยกให้กับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มที่เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งเสริมการลงทุน การจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพ หรือแม้แต่การสนับสนุนด้านเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ช่วยจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและ Passion ได้มีโอกาสลงมือทำความฝันให้เป็นจริง จากที่เคยคิดว่าการทำสตาร์ทอัพเป็นเรื่องยากและต้องมีเงินทุนมหาศาล แต่ตอนนี้ช่องทางและโอกาสเปิดกว้างขึ้นมากแล้วค่ะ จากที่ฉันเคยไปร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับ AI หลายครั้ง ก็สัมผัสได้เลยว่าภาครัฐและเอกชนกำลังจับมือกันอย่างแข็งขันเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ด้านเทคโนโลยีในภูมิภาค ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานในสตาร์ทอัพ AI ในตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อองค์กรอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างส่วนหนึ่งของอนาคตให้กับประเทศของเราด้วย มันน่าภูมิใจมากๆ เลยใช่ไหมคะ!

อยากทำงานสาย AI ต้องมีทักษะอะไรบ้างนะ?

ทักษะด้านเทคนิคที่จำเป็น (Hard Skills)

แน่นอนว่าการจะเข้ามาโลดแล่นในวงการ AI สตาร์ทอัพ สิ่งแรกๆ ที่ต้องมีเลยคือทักษะด้านเทคนิคที่แข็งแกร่งค่ะ เพื่อนๆ อาจจะคิดว่าต้องจบสายคอมพิวเตอร์หรือวิศวกรรมโดยตรงเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่จริงๆ แล้วมันมีความหลากหลายกว่านั้นเยอะเลยนะคะ ทักษะพื้นฐานอย่างการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python หรือ R ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะภาษาเหล่านี้คือเครื่องมือที่เราใช้สื่อสารกับ AI ค่ะ นอกจากนี้ ความเข้าใจในเรื่องคณิตศาสตร์ สถิติ และแคลคูลัส ก็จำเป็นอย่างมากในการทำความเข้าใจอัลกอริทึมของ AI รวมถึงความรู้ด้าน Machine Learning, Deep Learning, และ Neural Networks ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันเห็นเพื่อนหลายคนที่ไม่ได้จบสายตรงมาแต่มีแพชชั่นและความมุ่งมั่น ก็สามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้ด้วยการเรียนรู้เพิ่มเติมจากคอร์สออนไลน์ หรือโปรเจกต์ส่วนตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้จำกัดแค่คนที่มีวุฒิการศึกษาเฉพาะทางเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความตั้งใจที่จะเรียนรู้และลงมือทำค่ะ

ทักษะที่ไม่ใช่แค่โค้ดดิ้ง (Soft Skills)

นอกเหนือจาก Hard Skills แล้ว Soft Skills ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะคะ! ในโลกของสตาร์ทอัพ AI ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ค่ะ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้ามีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามา หรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น เราจะต้องพร้อมที่จะศึกษาและนำมาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะงาน AI มักจะเจอความท้าทายที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ และที่ขาดไม่ได้เลยคือทักษะการสื่อสาร (Communication) ค่ะ แม้ว่าเราจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนให้เพื่อนร่วมทีมหรือลูกค้าเข้าใจได้ ก็อาจจะทำให้การทำงานสะดุดได้นะคะ ฉันเคยมีประสบการณ์ตรงที่ได้เห็นว่าทีมที่สื่อสารกันได้ดี แม้จะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ก็สามารถหาทางออกและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากทีมที่สื่อสารกันน้อย ที่มักจะเกิดความเข้าใจผิดและเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาที่จริงๆ แล้วไม่ควรจะเกิดขึ้น การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในสตาร์ทอัพ เพราะเราไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายเพื่อทำให้โปรเจกต์สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีค่ะ

Advertisement

ทำความรู้จักตำแหน่งงานสุดฮิตในวงการ AI สตาร์ทอัพ

Data Scientist และ AI Engineer หัวใจสำคัญของทีม

ถ้าพูดถึงตำแหน่งงานที่มาแรงที่สุดในวงการ AI สตาร์ทอัพ คงหนีไม่พ้น Data Scientist และ AI Engineer เลยค่ะ! สองตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ขององค์กรเลยก็ว่าได้ Data Scientist จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ค้นหารูปแบบและเทรนด์ที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำมาสร้างเป็นโมเดล AI ที่มีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ ส่วน AI Engineer ก็จะรับช่วงต่อจากการออกแบบโมเดล โดยจะนำโมเดลเหล่านั้นมาพัฒนาและปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้จริงในระบบต่างๆ ที่เราเห็นกันในชีวิตประจำวัน จากที่ฉันสังเกตมา ตำแหน่งเหล่านี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงาน และค่าตอบแทนก็อยู่ในระดับที่สูงและน่าสนใจมากๆ เลยค่ะ ยิ่งในสตาร์ทอัพ AI ของไทยเองก็กำลังมองหาคนเก่งๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะการมี Data Scientist และ AI Engineer ที่ดี จะช่วยให้สตาร์ทอัพนั้นๆ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ AI ที่เหนือกว่าคู่แข่งได้ค่ะ เป็นงานที่ท้าทายและได้ใช้สมองคิดวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ใครที่ชอบความท้าทายและอยากเห็นผลงานของตัวเองเป็นรูปธรรม นี่คือตำแหน่งที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ

ตำแหน่งอื่นๆ ที่ขาดไม่ได้ในสตาร์ทอัพ AI

นอกจาก Data Scientist และ AI Engineer แล้ว ก็ยังมีตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมายที่สำคัญไม่แพ้กันในสตาร์ทอัพ AI นะคะ เช่น Product Manager ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมเทคนิคและความต้องการของตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ AI ที่สร้างขึ้นนั้นตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ ซึ่งตำแหน่งนี้จะต้องมีความเข้าใจทั้งด้านเทคนิคและการตลาดไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมี UX/UI Designer ที่ออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ AI ใช้งานง่ายและสวยงามน่าใช้ รวมถึง Marketing Specialist ที่จะช่วยสื่อสารคุณค่าของ AI ให้กับลูกค้าได้รับรู้ และ Business Development ที่จะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับสตาร์ทอัพนั้นๆ ค่ะ จากประสบการณ์ตรงที่ได้เห็นการทำงานในสตาร์ทอัพ AI ฉันรู้สึกว่าทุกตำแหน่งล้วนมีความสำคัญและทำงานร่วมกันเป็นทีม เหมือนเฟืองแต่ละตัวที่ช่วยให้เครื่องจักร AI ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น การมีทีมที่แข็งแกร่งและหลากหลาย จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ AI เลยค่ะ

วัฒนธรรมองค์กรและบรรยากาศการทำงานสไตล์สตาร์ทอัพ AI

อิสระ ความท้าทาย และการเรียนรู้ไม่รู้จบ

หนึ่งในสิ่งที่ฉันประทับใจมากๆ เวลาได้สัมผัสกับวัฒนธรรมองค์กรของสตาร์ทอัพ AI ก็คือเรื่องของ “อิสระ” ในการทำงานนี่แหละค่ะ! สตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักจะให้อิสระในการคิด การสร้างสรรค์ และการตัดสินใจกับพนักงานค่อนข้างมาก ไม่ได้มีกฎระเบียบที่ตายตัวหรือสายการบังคับบัญชาที่ซับซ้อนเหมือนองค์กรใหญ่ๆ ค่ะ ทำให้เราได้มีโอกาสแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมันน่าตื่นเต้นและท้าทายมากๆ เลยนะคะ นอกจากนี้ บรรยากาศการทำงานยังเต็มไปด้วยการเรียนรู้ไม่รู้จบค่ะ เพราะเทคโนโลยี AI พัฒนาไปเร็วมาก ทำให้ทุกคนในทีมต้องคอยอัปเดตความรู้และทักษะอยู่เสมอ ฉันเองก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเพื่อนร่วมงานหรือจากการได้ทดลองโปรเจกต์ที่ไม่เคยทำมาก่อนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่าเราได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่เลยค่ะ ใครที่ชอบความท้าทายและอยากเติบโตแบบก้าวกระโดด สตาร์ทอัพ AI คือคำตอบเลย!

Work-life balance ที่ปรับเปลี่ยนได้

หลายคนอาจจะมีความเข้าใจผิดว่าการทำงานในสตาร์ทอัพจะต้องทำงานหนักตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักผ่อน แต่จริงๆ แล้วในสตาร์ทอัพ AI หลายแห่งก็ให้ความสำคัญกับ Work-life balance ของพนักงานมากๆ เลยนะคะ!

พวกเขามักจะมีความยืดหยุ่นในเรื่องของเวลาทำงานและสถานที่ทำงาน ทำให้เราสามารถจัดสรรเวลาในการทำงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัวมากขึ้น จากประสบการณ์ตรงที่ฉันได้เห็นมา สตาร์ทอัพหลายแห่งมีนโยบายให้ทำงานจากที่บ้านได้ (Work From Home) หรือมีการจัดสรรพื้นที่ทำงานที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และผ่อนคลาย ทำให้การทำงานไม่ได้รู้สึกตึงเครียดตลอดเวลาค่ะ อย่างเพื่อนของฉันที่ทำงานในสตาร์ทอัพ AI แห่งหนึ่ง เธอบอกว่าถึงแม้บางช่วงจะต้องเร่งงานหนัก แต่ก็มีช่วงที่ได้ผ่อนคลายและทำกิจกรรมที่ชอบได้อย่างเต็มที่ ทำให้ไม่รู้สึก Burnout และสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพในระยะยาวค่ะ ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหางานที่ได้ทั้งความท้าทายและสมดุลชีวิต สตาร์ทอัพ AI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ

Advertisement

เจาะลึก: ผลตอบแทนและเส้นทางอาชีพในโลก AI

AI 분야 스타트업에서 일하기 - **Prompt:** "A focused Thai AI Engineer or Data Scientist, a young adult in their late 20s or early ...

รายได้ที่น่าดึงดูดใจและการเติบโตที่รวดเร็ว

ต้องยอมรับเลยค่ะว่างานในสาย AI ไม่ว่าจะเป็น Data Scientist หรือ AI Engineer เนี่ย เป็นงานที่มีค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงและน่าดึงดูดใจมากๆ ในตลาดแรงงานปัจจุบัน ยิ่งถ้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รายได้ก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีกค่ะ ไม่ใช่แค่สตาร์ทอัพต่างประเทศนะคะ สตาร์ทอัพ AI ในประเทศไทยเองก็พร้อมที่จะจ่ายค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ เพื่อดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาร่วมทีม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าบุคลากรที่มีความสามารถคือหัวใจสำคัญของการเติบโต ลองนึกภาพดูสิคะว่าการที่เราได้ทำงานในสิ่งที่รัก ได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีรายได้ที่ดีรองรับ มันเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ จากที่ฉันได้ศึกษาข้อมูลและพูดคุยกับคนในวงการ รายได้เริ่มต้นสำหรับผู้ที่เพิ่งจบใหม่ในสายงาน AI ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอย่างรวดเร็วตามประสบการณ์และความสามารถที่เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ นอกจากเรื่องรายได้แล้ว โอกาสในการเติบโตในสายงานก็เปิดกว้างมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารทีม Lead AI หรือแม้แต่การเป็นที่ปรึกษาด้าน AI ที่มีชื่อเสียง ก็เป็นไปได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

โอกาสก้าวหน้าในสายงาน AI

ถ้าพูดถึงเส้นทางอาชีพในโลก AI บอกเลยว่าไม่ได้มีแค่ทางเดียวที่จำเจนะคะ! มันมีโอกาสมากมายให้เราได้เลือกเดินและเติบโตไปในทิศทางที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น Deep Learning, Computer Vision, Natural Language Processing (NLP) หรือแม้แต่การผันตัวไปเป็นผู้บริหารที่ใช้ความรู้ด้าน AI มาขับเคลื่อนธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่มีวันเบื่อหน่ายกับการทำงานเลยค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ AI ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคม หรือช่วยให้ธุรกิจเติบโตไปอีกขั้น มันเป็นความรู้สึกที่น่าภูมิใจมากๆ เลยนะ จากประสบการณ์ที่ฉันได้เห็นมา คนที่ทำงานในสาย AI มักจะมีโปรเจกต์ส่วนตัวหรือเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างเครือข่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบันไดที่จะพาเราไปสู่โอกาสที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตค่ะ ยิ่งเรามีประสบการณ์และผลงานที่โดดเด่นมากเท่าไหร่ โอกาสในการก้าวหน้าก็ยิ่งเปิดกว้างมากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในสตาร์ทอัพไทยหรือแม้แต่ในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ก็พร้อมอ้าแขนรับคนเก่งๆ เข้าไปร่วมงานเสมอค่ะ

เคล็ดลับคว้าฝัน: ทำยังไงให้ได้ร่วมงานกับสตาร์ทอัพ AI

Advertisement

สร้างพอร์ตโฟลิโอให้โดดเด่น

อยากเข้าทำงานในสตาร์ทอัพ AI สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ความสามารถเลยก็คือ “พอร์ตโฟลิโอ” ที่โดดเด่นค่ะ! การมีพอร์ตโฟลิโอที่ดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความสามารถและประสบการณ์ของเราได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรเจกต์ที่เราเคยทำ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ส่วนตัว โปรเจกต์ที่ทำกับเพื่อน หรือแม้แต่การเข้าร่วม Hackathon ต่างๆ ก็สามารถนำมาใส่ในพอร์ตโฟลิโอได้หมดเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือต้องแสดงให้เห็นถึงบทบาทของเราในโปรเจกต์นั้นๆ ปัญหาที่เราแก้ วิธีการที่เราใช้ และผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นอย่างไร จากประสบการณ์ของฉัน การมี GitHub account ที่อัปเดตอยู่เสมอ แสดงให้เห็นถึงโค้ดที่เราเขียนและโปรเจกต์ที่เราพัฒนา ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการสร้างความน่าเชื่อถือนะคะ นอกจากนี้ การเขียน Blog หรือบทความเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียนรู้ด้าน AI ก็เป็นวิธีที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความเชี่ยวชาญของเราค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้าเรามีผลงานที่เป็นรูปธรรมให้ผู้ประกอบการได้เห็น โอกาสในการได้งานที่เราใฝ่ฝันก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปอีก!

เน็ตเวิร์คกิ้ง: สร้างคอนเนคชั่นสำคัญ

ในโลกของสตาร์ทอัพ AI “คอนเนคชั่น” หรือการสร้างเครือข่าย ก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ! การเข้าร่วมงานสัมมนา เวิร์กช็อป หรือ Meetup ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในประเทศไทยเป็นประจำ จะช่วยให้เราได้รู้จักกับคนในวงการ ทั้งเพื่อนร่วมอาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพโดยตรงเลยค่ะ จากประสบการณ์ของฉัน การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคนที่มีประสบการณ์ ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และอาจจะนำไปสู่โอกาสในการทำงานที่ไม่คาดฝันได้ด้วยนะคะ นอกจากนี้ การสร้างโปรไฟล์บน LinkedIn ให้ดูน่าสนใจ และหมั่นอัปเดตความรู้ความสามารถอยู่เสมอ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการดึงดูดโอกาสค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าบางครั้งโอกาสดีๆ อาจจะมาจากการที่เราได้พูดคุยกับใครบางคนในงานอีเวนต์ หรือการที่เราได้ไปคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนโพสต์ของคนในวงการ การสร้างคอนเนคชั่นที่ดี จะเป็นประตูที่เปิดไปสู่โลกแห่งโอกาสในสายงาน AI ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

อนาคตสดใส: AI จะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของเราไปในทิศทางไหน

การทำงานร่วมกับ AI: เพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แทนที่

หลายคนอาจจะยังกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของเรา ทำให้เราตกงานใช่ไหมคะ? แต่จากที่ฉันได้สัมผัสและศึกษามาอย่างใกล้ชิด ฉันกลับมองว่า AI ไม่ได้จะมาแทนที่งานคนอย่างที่เรากลัวกันค่ะ แต่ AI จะเข้ามาเป็นเหมือน “ผู้ช่วยคนเก่ง” ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ลองนึกภาพดูสิคะว่า AI สามารถทำงานที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ หรือใช้เวลาเยอะๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน หรือการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังทำได้ไม่ดีเท่ามนุษย์ค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเอง ฉันรู้สึกว่าการได้ทำงานร่วมกับ AI ทำให้ฉันสามารถจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ง่ายขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ฉันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นค่ะ ดังนั้น เราไม่ควรมองว่า AI เป็นคู่แข่ง แต่ควรมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราเก่งขึ้นและทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

เตรียมพร้อมสำหรับโลกการทำงานที่กำลังจะเปลี่ยนไป

ในเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี AI สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราต้อง “เตรียมพร้อม” และ “ปรับตัว” อยู่เสมอค่ะ การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ว่าจะเป็นการทำความเข้าใจหลักการทำงาน การใช้งานเครื่องมือ AI หรือแม้แต่การคิดวิเคราะห์ข้อมูล ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้ค่ะ เพื่อนๆ อาจจะเริ่มต้นจากการเรียนคอร์สออนไลน์ อ่านบทความ หรือเข้าร่วมเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่ออัปเดตความรู้และทักษะอยู่เสมอ จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันเห็นว่าคนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง มักจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในยุค AI นี้ค่ะ นอกจากนี้ การพัฒนา Soft Skills อย่างการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ AI ยังเลียนแบบได้ยากค่ะ การเตรียมตัวที่ดีจะทำให้เราไม่ตกยุค และสามารถคว้าโอกาสดีๆ ที่มาพร้อมกับยุค AI ได้อย่างเต็มที่เลยนะคะ

ตำแหน่งงาน ทักษะที่จำเป็น (ตัวอย่าง) ลักษณะงานเด่นๆ
Data Scientist Python, R, SQL, สถิติ, Machine Learning, Deep Learning วิเคราะห์ข้อมูล, สร้างโมเดล AI, คาดการณ์แนวโน้ม
AI Engineer Python, Java, C++, การพัฒนาซอฟต์แวร์, ระบบปฏิบัติการ พัฒนาและปรับใช้โมเดล AI, ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ
Product Manager (AI) ความเข้าใจด้านธุรกิจ, การตลาด, ทักษะการสื่อสาร, UX/UI เบื้องต้น กำหนดทิศทางผลิตภัณฑ์ AI, ประสานงานระหว่างทีม
UX/UI Designer Figma, Sketch, Adobe XD, การออกแบบที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ออกแบบประสบการณ์และหน้าตาผลิตภัณฑ์ AI ให้ใช้งานง่าย

글을마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ ได้อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พอจะเห็นภาพและสัมผัสได้ถึงความคึกคักของวงการ AI สตาร์ทอัพในบ้านเรามากขึ้นไหมคะ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่กำลังร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับประเทศของเราค่ะ การก้าวเข้าสู่ยุค AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่มันคือโอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมชีวิตการทำงานของเราให้ดีขึ้น และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยค่ะ

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษาจบใหม่ ผู้ที่กำลังมองหาเส้นทางอาชีพใหม่ๆ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการที่มีไอเดียอยากเริ่มต้นธุรกิจ AI ฉันเชื่อว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และจุดประกายให้คุณกล้าที่จะก้าวเข้ามาในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายแต่ก็คุ้มค่านี้ค่ะ อย่ารอช้านะคะ โอกาสดีๆ ไม่ได้มีมาบ่อยๆ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค AI ที่สดใสไปด้วยกันค่ะ!

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ตลาดงาน AI ในประเทศไทยปี 2568 มีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะตำแหน่ง Data Scientist และ AI Engineer ซึ่งมีประกาศรับสมัครงานจำนวนมาก

2. ทักษะด้านเทคนิคที่จำเป็น ได้แก่ Python, R, SQL, Machine Learning และ Deep Learning ส่วนทักษะที่ไม่ใช่โค้ดดิ้ง เช่น การคิดเชิงวิพากษ์และความคิดสร้างสรรค์ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

3. ภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ AI อย่างเต็มที่ ทั้งโครงการส่งเสริมการลงทุนและศูนย์บ่มเพาะ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็น Hub ด้านเทคโนโลยี

4. วัฒนธรรมองค์กรของสตาร์ทอัพ AI มักจะให้อิสระในการทำงาน ส่งเสริมการเรียนรู้ไม่รู้จบ และมีความยืดหยุ่นเรื่อง Work-life balance

5. AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่งานคน แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

중요 사항 정리

โลกของสตาร์ทอัพ AI ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2568 ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีในภูมิภาค ตำแหน่งงานในสาย AI อาทิ Data Scientist และ AI Engineer กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงานไทย ด้วยจำนวนประกาศรับสมัครงานที่สูงถึง 22,800 ตำแหน่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อคว้าโอกาสในสายงานนี้ การพัฒนาทักษะเฉพาะทาง เช่น Python, Machine Learning และ Deep Learning จึงเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันทักษะด้าน Soft Skills อย่างการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน สตาร์ทอัพ AI มอบสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีอิสระสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีความยืดหยุ่นด้าน Work-life balance ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ

นอกจากค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดใจแล้ว โอกาสในการเติบโตในสายงาน AI ก็เปิดกว้างอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือการก้าวสู่บทบาทผู้บริหาร การสร้างพอร์ตโฟลิโอที่โดดเด่นและการสร้างเครือข่ายกับคนในวงการผ่านกิจกรรมต่างๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการร่วมงานกับสตาร์ทอัพชั้นนำ สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุค AI ที่กำลังเปลี่ยนโฉมโลกการทำงานของเราไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ในโลกสตาร์ทอัพ AI ของไทยตอนนี้ มีตำแหน่งงานแบบไหนที่กำลังเป็นที่ต้องการและน่าสนใจบ้างคะ

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ เพราะหลายคนคงสงสัยว่าถ้าอยากก้าวเข้ามาในสายงาน AI ต้องเริ่มมองหาตำแหน่งไหนใช่ไหมคะ จากที่ฉันเห็นเทรนด์ในบ้านเราตอนนี้ สตาร์ทอัพ AI ในไทยไม่ได้ต้องการแค่สายเทคนิคจ๋าอย่างเดียวแล้วนะ แต่ยังมองหาคนที่มีทักษะหลากหลายมากๆ เลยค่ะ ตำแหน่งที่มาแรงแซงโค้งเลยก็คือ AI Engineer, Machine Learning Engineer และ Data Scientist ค่ะ พวกนี้คือหัวใจสำคัญในการสร้างและพัฒนาระบบ AI เลยนะ แต่ไม่ใช่แค่นั้นค่ะ ยังมี Data Analyst ที่จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และ AI Product Manager ที่จะมาช่วยเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI เข้ากับความต้องการของตลาดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ นอกจากนี้ สายงานที่เกี่ยวกับ Business Intelligence, AI Ethics Specialist หรือแม้แต่ NLP (Natural Language Processing) Engineer ก็กำลังเป็นที่ต้องการสูงมากเลยค่ะ เพราะ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการไอทีอย่างเดียวแล้ว แต่ขยายไปในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การตลาด การเกษตร ไปจนถึงการแพทย์และการผลิตเลยทีเดียว สตาร์ทอัพหลายแห่งในไทยก็กำลังพัฒนา AI สำหรับการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ การตรวจจับการฉ้อโกง การเกษตรอัจฉริยะ หรือแม้แต่การปรับปรุงระบบ Supply Chain และโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลเลยค่ะว่าจะมีแต่งานเขียนโค้ดอย่างเดียว ยังมีอีกหลายบทบาทให้เราได้ลองค้นหาความถนัดของตัวเองเลยนะ!

ถาม: ถ้าอยากทำงานด้าน AI ในสตาร์ทอัพไทย ต้องมีทักษะอะไรบ้างคะ ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill?

ตอบ: นี่คือคำถามทองคำเลยค่ะเพื่อนๆ! จากประสบการณ์ที่ฉันได้ติดตามและพูดคุยกับคนในวงการมานะคะ การจะคว้าโอกาสในสตาร์ทอัพ AI ของไทยได้ เราต้องมีทั้งทักษะด้านเทคนิค (Hard Skill) และทักษะส่วนบุคคล (Soft Skill) ที่แข็งแกร่งควบคู่กันไปเลยค่ะสำหรับ Hard Skill สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ
การเขียนโปรแกรม โดยเฉพาะภาษา Python นี่คือหัวใจหลักเลยค่ะ รองลงมาก็อาจจะเป็น R หรือ Julia ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาระบบ AI และ Machine Learning
ความรู้ด้าน Machine Learning และ Deep Learning ต้องเข้าใจหลักการทำงานของอัลกอริทึมต่างๆ และสามารถสร้างแบบจำลองได้
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและสถิติ (Quantitative analytical and statistical skill) และทักษะด้านข้อมูล (Data Skills) เพราะข้อมูลคือเชื้อเพลิงของ AI ค่ะ เราต้องเข้าใจและจัดการกับมันให้ได้
ทักษะเฉพาะทางอื่นๆ อย่าง Natural Language Processing (NLP) หรือ Computer Vision หากใครสนใจพัฒนา AI ที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลภาษาหรือรูปภาพก็เป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เลยนะ
และความเข้าใจเรื่อง AI Ethics ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้เราสร้าง AI ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมค่ะส่วน Soft Skill ที่ฉันคิดว่าสำคัญไม่แพ้กันและ AI เลียนแบบเราไม่ได้เลยก็คือ
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เพื่อนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแนวทางใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และความเข้าใจใน Digital Footprint เพื่อตามโลกให้ทัน
ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Effective Communication) และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) เพราะงาน AI ต้องทำร่วมกับคนหลายฝ่ายมากๆ เลยค่ะ
Mindset ของการปรับตัว (Adaptability) และการเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ
การคิดเชิงตรรกะ (Coding-Logic) และการตัดสินใจ (Decision Making) โดยใช้ข้อมูลเป็นหลักการมีทักษะเหล่านี้ครบเครื่อง จะทำให้เพื่อนๆ กลายเป็นคนที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการในตลาดงาน AI ของไทยอย่างแน่นอนเลยค่ะ!

ถาม: ถ้ายังไม่มีประสบการณ์ด้าน AI มากนัก ควรเริ่มต้นเตรียมตัวหรือหาประสบการณ์ยังไงดีคะในประเทศไทย?

ตอบ: สำหรับเพื่อนๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือยังไม่มีประสบการณ์ตรงด้าน AI มากนัก ไม่ต้องท้อใจไปเลยนะคะ! เพราะฉันเชื่อว่า “โอกาสมีอยู่เสมอสำหรับคนที่มีความตั้งใจ” ในประเทศไทยเรามีช่องทางให้เราได้พัฒนาตัวเองเยอะมากๆ เลยค่ะ จากที่ฉันสังเกตนะ ขั้นแรกเลยคือ
เริ่มจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง: มีคอร์สเรียนออนไลน์ดีๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศเยอะแยะเลยค่ะ อย่างแพลตฟอร์ม SkillLane ของไทยเองก็มีคอร์สเกี่ยวกับ Data Science, Machine Learning หรือแม้แต่ Prompt Mastery ที่จะช่วยให้เราใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือลองหาคอร์ส “Basic AI” ที่เน้นการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและธุรกิจก็ได้นะ
ทำโปรเจกต์ส่วนตัว (Personal Project): อันนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ!
ลองนำความรู้ที่ได้มาสร้างโปรเจกต์ AI เล็กๆ ของตัวเองดู เช่น สร้างโมเดลจำแนกภาพง่ายๆ หรือทำแชทบอทตอบคำถาม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราได้ลงมือปฏิบัติจริงและมีผลงานไปโชว์ตอนสมัครงานได้ด้วยนะ จากประสบการณ์ของฉันเอง การได้ลงมือทำจริงนี่แหละคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเลยค่ะ
เข้าร่วม Community และ Networking: ในไทยมีกลุ่มและอีเวนต์เกี่ยวกับ AI และ Startup ให้เราได้เข้าร่วมเยอะแยะเลยค่ะ การไปร่วมงานสัมมนา เวิร์คช็อป หรือแม้แต่กลุ่มพูดคุยออนไลน์ จะช่วยให้เราได้รู้จักคนในวงการ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และอาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานที่ไม่คาดฝันก็ได้นะ
มองหาตำแหน่ง Internship หรือ Junior Role: สตาร์ทอัพหลายแห่งเปิดรับเด็กจบใหม่หรือคนที่ประสบการณ์น้อยเข้ามาเรียนรู้และทำงานจริงค่ะ อย่ากลัวที่จะเริ่มจากจุดเล็กๆ เพราะนั่นคือบันไดที่จะพาเราไปสู่ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า
พัฒนา Soft Skill ควบคู่กันไป: อย่างที่บอกไปในข้อก่อนหน้านี้ Soft Skill สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ลองฝึกทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือความคิดสร้างสรรค์ดูนะ เพราะ AI จะเป็นแค่ผู้ช่วย แต่จิตวิญญาณและศิลปะในการทำงานยังคงเป็นของมนุษย์เราอยู่ดีค่ะฉันเชื่อว่าถ้าเพื่อนๆ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และไม่หยุดที่จะเรียนรู้ โอกาสในโลกของสตาร์ทอัพ AI ของไทยก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ!
สู้ๆ นะคะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement