อยากเก่ง AI? เส้นทางปริญญาและเคล็ดลับเรียนรู้ที่ห้ามพลาด!

webmaster

AI 분야 학위 취득과 학습 경로 - **Prompt:** A diverse group of individuals, including young students and seasoned professionals of v...

สวัสดีค่ะทุกคน! ช่วงนี้กระแส AI มาแรงแซงโค้งจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่เรื่อง AI เต็มไปหมด จนหลายคนเริ่มคิดแล้วว่า ‘เฮ้ย ฉันควรจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้บ้างแล้วมั้ยนะ?’ โดยเฉพาะเมื่อตลาดงานในประเทศไทยและทั่วโลกเริ่มมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ในยุคดิจิทัล แต่พอจะเริ่มจริงจังก็สับสนไปหมดเลยใช่ไหมคะ ว่าควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี จะต้องเรียนปริญญาด้าน AI โดยตรงเลยรึเปล่า หรือมีเส้นทางอื่นที่เราสามารถคว้าโอกาสในโลก AI นี้ได้บ้างนะ?

จากที่ฉันได้ศึกษาและพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายคน ทำให้เข้าใจเลยว่าการเข้าสู่สายงานนี้มีหลายประตูมากๆ ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวเสมอไป ทั้งการเรียนรู้ด้วยตัวเอง คอร์สออนไลน์ หรือแม้แต่การเปลี่ยนสายงานก็สามารถทำได้ ใครที่กำลังลังเลใจอยู่ว่าควรจะเรียนต่อปริญญาด้าน AI ดีไหม หรือมีทางเลือกไหนที่น่าสนใจกว่ากันเพื่อสร้างอนาคตที่สดใสในวงการนี้ บทความนี้มีคำตอบและเคล็ดลับดีๆ มาฝากแน่นอนค่ะ เราจะมาดูกันอย่างละเอียดเลยค่ะ!

เส้นทางสู่โลก AI ไม่ได้มีแค่ใบปริญญา: เปิดประตูสู่โอกาสทอง

AI 분야 학위 취득과 학습 경로 - **Prompt:** A diverse group of individuals, including young students and seasoned professionals of v...

หลายคนพอได้ยินคำว่า “AI” ก็มักจะนึกถึงภาพนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือคนที่จบปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์โดยตรงใช่ไหมคะ? เอาจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ! จากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีกับวงการนี้มาพักใหญ่ รวมถึงได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ฉันบอกได้เลยว่าเส้นทางสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI นั้นกว้างขวางและเปิดรับทุกคนมากกว่าที่เราคิดเยอะมากค่ะ ไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญาเฉพาะทางด้าน AI ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพียงแค่เรามีความมุ่งมั่นและรู้ช่องทางที่ถูกต้องเท่านั้นเอง เหมือนตอนที่ฉันเริ่มศึกษาเรื่องนี้ใหม่ๆ ก็แอบกังวลเหมือนกันค่ะว่าไม่มีพื้นฐานวิศวะคอมฯ มาก่อนจะรอดไหมนะ แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ ก็พบว่ามีแหล่งเรียนรู้และโอกาสมากมายที่เปิดกว้างมากๆ เลยค่ะ ที่สำคัญคือตอนนี้มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การเรียนรู้ AI ง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนสายไหนก็สามารถเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับงานของตัวเองได้ทั้งนั้นแหละค่ะ

เรียนรู้ด้วยตัวเอง: เคล็ดลับสร้างความเชี่ยวชาญ

สำหรับใครที่มีวินัยและชอบเรียนรู้ด้วยตัวเอง นี่คือประตูบานแรกที่เปิดกว้างที่สุดเลยค่ะ! ฉันเองก็เริ่มต้นจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความวิจัย ดู YouTube tutorials หรือแม้แต่ลองผิดลองถูกกับโค้ดต่างๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นจากพื้นฐานให้แน่นก่อนค่ะ เช่น ทำความเข้าใจคณิตศาสตร์เบื้องต้น สถิติ และการเขียนโปรแกรม Python เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเสาหลักของ AI เลยก็ว่าได้ เมื่อเรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งแล้ว การต่อยอดไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Machine Learning หรือ Deep Learning ก็จะง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกนะคะ เพราะทุกความผิดพลาดคือบทเรียนอันล้ำค่าที่จะทำให้เราเก่งขึ้นเสมอ ฉันจำได้ว่าตอนเขียนโค้ดครั้งแรกๆ นี่ bug เพียบเลยค่ะ แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าทำไมถึงเกิดปัญหา และจะแก้ไขอย่างไร สิ่งสำคัญคือการมีวินัยและจัดสรรเวลาให้กับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องค่ะ

คอร์สออนไลน์ยอดนิยม: ลงทุนหลักพัน สร้างรายได้หลักแสน

ถ้าใครรู้สึกว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองมันขาดโครงสร้างไปหน่อย หรืออยากได้ใบรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโปรไฟล์ คอร์สออนไลน์คือคำตอบที่ยอดเยี่ยมมากๆ ค่ะ ตอนนี้มีแพลตฟอร์มมากมายที่เปิดสอนคอร์ส AI คุณภาพสูงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Coursera, edX, Udacity หรือแม้แต่ DataCamp ซึ่งหลายคอร์สมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเลยค่ะ บางคอร์สเป็นแบบฟรีก็มีนะคะ! ฉันเองก็เคยลงคอร์ส Machine Learning ของ Andrew Ng บน Coursera ซึ่งต้องบอกเลยว่าเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ AI ของฉันไปตลอดกาล เนื้อหาดีมาก เข้าใจง่าย และได้ลงมือทำจริงเยอะมากค่ะ การลงทุนกับคอร์สออนไลน์เหล่านี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เพราะนอกจากจะได้ความรู้แบบเป็นระบบแล้ว ยังได้โอกาสในการสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมคลาสอีกด้วยนะคะ บางทีอาจได้งานจากตรงนี้ก็ได้ใครจะรู้! ที่สำคัญคือการเลือกคอร์สที่ตรงกับเป้าหมายของเรา และพยายามทำโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่ค่ะ

ทักษะที่ AI ต้องการ: มากกว่าแค่ Code แต่ต้องมี “ใจ”

พูดถึงเรื่อง AI หลายคนก็มักจะนึกถึงแต่เรื่องโค้ดดิ้ง หรืออัลกอริทึมที่ซับซ้อนใช่ไหมคะ? แต่จากที่ฉันได้สัมผัสและทำงานในวงการนี้มาพักใหญ่ ฉันพบว่าทักษะที่สำคัญจริงๆ ของคนที่ทำงานด้าน AI ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิคอลเพียงอย่างเดียวเลยค่ะ แต่ยังรวมถึงทักษะด้านอื่นๆ ที่เป็น Soft Skills ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน บางทีอาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำไปนะ เพราะสุดท้ายแล้ว AI ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับมนุษย์และธุรกิจ ดังนั้นการทำความเข้าใจบริบทเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะ ตอนที่ฉันเริ่มแรกๆ ก็คิดว่าแค่เขียนโค้ดเก่งๆ ก็พอแล้ว แต่พอทำงานจริงถึงได้รู้ว่า การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการทำความเข้าใจปัญหาของลูกค้าเป็นสิ่งที่เราต้องมีมากๆ ค่ะ

ไม่ใช่แค่เก่งเทคนิค แต่ต้องเข้าใจธุรกิจและมนุษย์

ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราสร้าง AI ที่เก่งกาจขนาดไหน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงของผู้ใช้งาน หรือไม่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจได้ มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเลยใช่ไหมคะ? นี่แหละคือจุดที่ทักษะด้านความเข้าใจธุรกิจและมนุษย์เข้ามามีบทบาทอย่างมาก คนที่ทำงาน AI เก่งๆ ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดได้ แต่ต้องสามารถตั้งคำถามที่ถูกต้อง ทำความเข้าใจความต้องการของ Stakeholders ตีโจทย์ธุรกิจให้ออก และนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาออกแบบโซลูชัน AI ได้อย่างเหมาะสมค่ะ ฉันจำได้ว่าเคยมีโปรเจกต์หนึ่งที่ต้องสร้างระบบแนะนำสินค้า เราก็มัวแต่คิดถึงโมเดลที่ซับซ้อนที่สุด แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ คือระบบที่ใช้งานง่ายและแนะนำสินค้าที่ตรงใจลูกค้าอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าบางครั้งความเรียบง่ายและตอบโจทย์คือสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ

ทักษะการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์: AI ต้องพึ่งเรา

โลกของ AI เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายและปัญหาใหม่ๆ ให้เราต้องแก้ไขอยู่เสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลที่ไม่ได้มาตรฐาน โมเดลที่ไม่ทำงานอย่างที่คิด หรือแม้แต่การปรับใช้ AI ให้เข้ากับสถานการณ์จริง ซึ่งทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving) จึงเป็นสิ่งที่เราต้องมีติดตัวไว้เลยค่ะ และไม่ใช่แค่แก้ปัญหาตามตำราเท่านั้นนะคะ แต่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการหาวิธีใหม่ๆ มาจัดการกับปัญหาเหล่านั้นด้วย เพราะบางครั้งปัญหาที่เราเจออาจจะไม่มีคำตอบสำเร็จรูปอยู่ในหนังสือก็ได้ค่ะ เราต้องกล้าที่จะคิดนอกกรอบ ลองผิดลองถูก และหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้นๆ ฉันเคยเจอปัญหาที่ข้อมูลมีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากจนโมเดลทั่วไปรับมือไม่ไหว ก็ต้องมานั่งระดมสมองกับทีม คิดค้นวิธีการ Pre-process ข้อมูลแบบใหม่ๆ หรือลองปรับใช้โมเดลที่แตกต่างออกไป ซึ่งกระบวนการเหล่านี้แหละที่ทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดค่ะ

Advertisement

สร้างพอร์ตโฟลิโอให้โดดเด่น: โชว์ของให้โลกเห็น

ในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงาน AI ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก การมีแค่ความรู้หรือใบปริญญาอาจจะยังไม่พอค่ะ สิ่งที่จะทำให้เราโดดเด่นและเป็นที่น่าสนใจในสายตานายจ้าง หรือลูกค้า คือการมี “พอร์ตโฟลิโอ” ที่แข็งแกร่งและน่าประทับใจ การที่เราสามารถโชว์ผลงานที่เราเคยทำมาจริงๆ ได้ มันเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่าเรามีความสามารถและลงมือทำได้จริง เหมือนตอนที่ฉันเริ่มทำบล็อกนี้แรกๆ ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักใช่ไหมคะ แต่พอฉันเริ่มลงมือเขียนบทความ แชร์ความรู้ และโชว์เคสโปรเจกต์ต่างๆ ที่ฉันทำ มันก็เริ่มมีคนเข้ามาติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนพอร์ตโฟลิโอออนไลน์ของฉันเอง การมีผลงานที่จับต้องได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ ให้กับเราได้เยอะมากๆ เลยค่ะ

โปรเจกต์ส่วนตัว: สนามเด็กเล่นที่สร้างโอกาส

ไม่ต้องรอให้ใครมามอบหมายงานให้เราทำค่ะ! เราสามารถสร้างโปรเจกต์ AI ของตัวเองขึ้นมาได้เลย โปรเจกต์ส่วนตัวนี่แหละคือสนามเด็กเล่นที่ดีที่สุดในการฝึกฝนทักษะและแสดงศักยภาพของเราออกมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดล Machine Learning เพื่อทำนายราคาหุ้น พัฒนาแอปพลิเคชัน AI ง่ายๆ หรือแม้แต่การวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะที่น่าสนใจ สิ่งสำคัญคือการเลือกโปรเจกต์ที่เรามีความสนใจจริงๆ เพื่อที่เราจะได้สนุกไปกับการเรียนรู้และไม่เบื่อไปเสียก่อน ฉันจำได้ว่าตอนเริ่มศึกษา Deep Learning ฉันลองทำโปรเจกต์จำแนกประเภทรูปภาพ ซึ่งแม้ว่ามันจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่กระบวนการตั้งแต่การเก็บข้อมูล การเตรียมข้อมูล การเทรนโมเดล และการปรับแต่งโมเดลนั้นทำให้ฉันได้เรียนรู้เยอะมากๆ และมันก็เป็นผลงานแรกๆ ที่ฉันกล้าเอาไปโชว์ใน LinkedIn ด้วยนะคะ โปรเจกต์เล็กๆ เหล่านี้แหละที่จะสร้างเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับพอร์ตโฟลิโอของเราค่ะ

งานอาสาและโอเพนซอร์ส: ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ

อีกหนึ่งวิธีที่ยอดเยี่ยมในการสร้างพอร์ตโฟลิโอและสร้างเครือข่ายคือการเข้าร่วมงานอาสา หรือการมีส่วนร่วมในโปรเจกต์ Open Source ค่ะ การได้ทำงานร่วมกับคนอื่นๆ และได้เห็นว่าโปรเจกต์ของเรามีส่วนช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมหรือชุมชนนั้นเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ เลยนะคะ นอกจากจะได้ฝึกฝนทักษะ AI ในสถานการณ์จริงแล้ว ยังได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกด้วยค่ะ การมีชื่อเราอยู่ในส่วน Contributor ของโปรเจกต์ Open Source ที่มีชื่อเสียง ก็เป็นเหมือนใบเบิกทางชั้นดีที่จะทำให้เรซูเม่ของเราดูโดดเด่นขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ลองเริ่มต้นจากการเข้าไปดูโปรเจกต์ Open Source ที่น่าสนใจบน GitHub แล้วลองดูว่ามีส่วนไหนที่เราพอจะเข้าไปช่วยได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโปรเจกต์ที่ใหญ่โตซับซ้อนก็ได้ค่ะ การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอนี่แหละคือหัวใจสำคัญ

เครือข่ายและความสัมพันธ์: กุญแจสู่ความสำเร็จในวงการ AI

ในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด การสร้างเครือข่าย หรือ Connection ถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในทุกสายงานเลยนะคะ ยิ่งในวงการ AI ที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การมีเครือข่ายที่ดีจะช่วยให้เราไม่ตกข่าว มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ได้รับคำแนะนำดีๆ จากผู้มีประสบการณ์ และที่สำคัญที่สุดคืออาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานใหม่ๆ ที่เราไม่คาดคิดมาก่อนก็ได้ค่ะ ฉันเองก็ได้รับประโยชน์จากการสร้างเครือข่ายเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้เรียนรู้จากพี่ๆ ในวงการ การได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ หรือแม้แต่การได้ไอเดียใหม่ๆ มาพัฒนาบล็อกและคอนเทนต์ของฉัน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในวงการ AI เป็นเหมือนการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากๆ ค่ะ

เข้าร่วมชุมชน AI: แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างมิตรภาพ

สิ่งแรกที่เราควรทำคือการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในชุมชน AI ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Facebook, Line OpenChat, Discord หรือเข้าร่วมงาน Meetup, Workshop ที่จัดขึ้นเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะในประเทศไทยเราก็มีชุมชน AI ที่แข็งแกร่งและอบอุ่นมากๆ เลยนะคะ การได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดกับคนที่มีความสนใจคล้ายกัน จะช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ๆ และทำให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้นมากๆ เลยค่ะ บางครั้งคำถามที่เราติดอยู่มานาน อาจจะได้คำตอบง่ายๆ จากการปรึกษาคนในชุมชนก็ได้นะคะ ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันเริ่มสนใจ AI ใหม่ๆ ก็ไปเข้าร่วมงาน Meetup ที่จัดโดยกลุ่ม AI Thailand บ่อยมากๆ ค่ะ ซึ่งนั่นทำให้ฉันได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ฟังเรื่องราวจากผู้เชี่ยวชาญ และได้รู้ว่ามีคนมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือและแบ่งปันความรู้ให้เรา สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ เลยค่ะ

หาพี่เลี้ยง (Mentor): ทางลัดสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ถ้าเราอยากเติบโตอย่างรวดเร็วและมีทิศทางที่ชัดเจน การมีพี่เลี้ยง (Mentor) ที่คอยให้คำปรึกษาเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลเลยค่ะ พี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์จะสามารถแนะนำแนวทางที่ถูกต้อง ชี้ให้เห็นจุดที่เราต้องพัฒนา และช่วยให้เราหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ไม่จำเป็นได้ เหมือนมีคนคอยนำทางให้เราเดินในป่าลึกที่เต็มไปด้วยกับดักเลยก็ว่าได้ค่ะ การหาพี่เลี้ยงอาจจะเริ่มจากการพูดคุยกับคนที่เราชื่นชมในวงการ AI ขอคำแนะนำ หรือเข้าร่วมโปรแกรม Mentorship ที่บางองค์กรหรือชุมชนจัดขึ้นก็ได้ค่ะ ฉันเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่คนหนึ่งที่เป็น Data Scientist มานานกว่าสิบปี ซึ่งพี่เขาก็ให้คำแนะนำที่ดีมากๆ ทั้งเรื่องทักษะที่ควรพัฒนา การสร้างพอร์ตโฟลิโอ หรือแม้แต่การวางแผนเส้นทางอาชีพ ซึ่งมันเป็นประโยชน์กับฉันมากๆ เลยค่ะ การมี Mentor ดีๆ จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นและเติบโตได้เร็วกว่าการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเยอะมากๆ

Advertisement

การเปลี่ยนสายงานสู่ AI: เมื่อ passion นำทาง

AI 분야 학위 취득과 학습 경로 - **Prompt:** In a contemporary, open-plan office, a diverse team of three to four professionals, dres...

สำหรับใครที่รู้สึกว่างานปัจจุบันยังไม่ใช่ทาง และมีใจรักในเรื่อง AI อยากจะลองเปลี่ยนสายงานมาทางนี้บ้าง ฉันบอกได้เลยว่ามันเป็นไปได้แน่นอนค่ะ! ฉันเองก็เคยเห็นหลายคนมากๆ ที่มาจากสายงานที่แตกต่างกันสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นสายการตลาด การเงิน หรือแม้แต่สายศิลปะ ก็สามารถผันตัวมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้สำเร็จ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทักษะและประสบการณ์จากสายงานเดิมของเราก็สามารถนำมาปรับใช้และต่อยอดในโลกของ AI ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ การเปลี่ยนสายงานอาจจะดูน่ากลัวในช่วงแรก แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่นและวางแผนดีๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เหมือนที่ฉันเคยเจอพี่คนหนึ่งที่เคยเป็นนักการตลาดมาก่อน แต่สนใจ AI มากๆ ก็ไปลงเรียนคอร์สออนไลน์เพิ่มเติม ทำโปรเจกต์ส่วนตัว จนตอนนี้ผันมาเป็น AI Consultant ที่เก่งมากๆ เลยค่ะ

ประเมินทักษะที่มี: ใช้จุดแข็งเดิมต่อยอดสู่ AI

ก่อนอื่นเลย ลองใช้เวลาทบทวนดูว่าเรามีทักษะอะไรติดตัวอยู่แล้วบ้าง ที่สามารถนำมาปรับใช้กับงาน AI ได้ เช่น ถ้าเราเป็นนักการตลาด เราอาจจะมีทักษะในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการสร้างโมเดลแนะนำสินค้า หรือถ้าเราเป็นนักเขียน เราอาจจะมีทักษะในการสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอผลลัพธ์ของ AI ให้กับคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น หรือถ้าเป็นสายธุรกิจ อาจมีทักษะในการระบุปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ ทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งที่เราสามารถนำมาต่อยอดและสร้างความแตกต่างให้กับตัวเราในสายงาน AI ได้ค่ะ อย่ามองข้ามประสบการณ์เดิมที่เรามีนะคะ เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่จะทำให้เรามีมุมมองที่แตกต่างและโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ที่มีแต่พื้นฐานด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว

วางแผนการเปลี่ยนผ่าน: ทีละก้าวอย่างมั่นคง

การเปลี่ยนสายงานไม่ใช่การหักดิบในชั่วข้ามคืนค่ะ แต่เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยการวางแผนที่ดีและเป็นขั้นเป็นตอน ลองเริ่มต้นจากการเรียนรู้พื้นฐาน AI เพิ่มเติมด้วยตัวเอง หรือลงคอร์สออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องต้นก่อน จากนั้นก็เริ่มลงมือทำโปรเจกต์ AI เล็กๆ เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอ และเริ่มสร้างเครือข่ายกับคนในวงการ ค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้นอย่างมั่นคงค่ะ อาจจะเริ่มจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ในบริษัทเดิมที่เราอยู่ เพื่อให้ได้ประสบการณ์จริง หรืออาจจะลองมองหาตำแหน่งงาน Junior AI ที่เปิดโอกาสให้กับคนเปลี่ยนสายงานก็ได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือความอดทนและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพราะการเปลี่ยนแปลงมักจะมาพร้อมกับความท้าทายเสมอ แต่ถ้าเราผ่านมันไปได้ รางวัลที่รออยู่ก็คุ้มค่ามากๆ เลยค่ะ

สร้างรายได้จาก AI: โอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม

หลายคนอาจจะคิดว่าการทำงานด้าน AI คือต้องเป็นพนักงานประจำในบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วโลกของ AI เปิดโอกาสให้เราสร้างรายได้ได้หลากหลายรูปแบบมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบฟรีแลนซ์ การสร้างผลิตภัณฑ์ AI ของตัวเอง หรือแม้แต่การเป็น Content Creator ที่ให้ความรู้ด้าน AI ซึ่งแต่ละช่องทางก็มีเสน่ห์และข้อดีที่แตกต่างกันไปค่ะ ฉันเองก็ได้เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนในวงการที่สามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากทักษะ AI ของพวกเขาในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งบอกเลยว่าเป็นโอกาสทองที่เราไม่ควรมองข้ามเลยจริงๆ ค่ะ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้าถึงง่ายขึ้น การเริ่มต้นสร้างรายได้จาก AI ก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วยนะคะ

ฟรีแลนซ์ AI: รับงานอิสระ สร้างรายได้ตามสั่ง

ถ้าเรามีทักษะ AI ที่แข็งแกร่งแล้ว การทำงานฟรีแลนซ์คืออีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ เราสามารถรับงานโปรเจกต์ AI ระยะสั้นจากบริษัทต่างๆ หรือแม้แต่จากบุคคลทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดล Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูล สร้าง Chatbot หรือพัฒนาโซลูชัน AI เฉพาะทาง การทำงานฟรีแลนซ์ทำให้เรามีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง สามารถเลือกงานที่เราสนใจและกำหนดราคาเองได้ค่ะ มีแพลตฟอร์มมากมายที่ช่วยจับคู่ฟรีแลนซ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Upwork, Fiverr หรือแม้แต่กลุ่มฟรีแลนซ์ในประเทศไทยเองก็มีเยอะมากๆ ค่ะ ฉันจำได้ว่าตอนเริ่มทำงานฟรีแลนซ์ AI ครั้งแรกๆ ก็แอบตื่นเต้นเหมือนกันค่ะ แต่พอได้ลงมือทำและเห็นลูกค้าพอใจกับผลงานของเรา มันก็เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ AI ของตัวเอง: พลิกไอเดียเป็นเงิน

สำหรับใครที่มีไอเดียเจ๋งๆ และอยากสร้างอะไรเป็นของตัวเอง การสร้างผลิตภัณฑ์ AI ขึ้นมาขายเองก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ที่ช่วยแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตประจำวัน สร้างเครื่องมือ AI สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือแม้แต่การสร้าง API AI ที่คนอื่นสามารถนำไปใช้งานได้ ไอเดียเหล่านี้สามารถพลิกให้กลายเป็นเงินได้จริงค่ะ การเริ่มต้นอาจจะดูยาก แต่ถ้าเรามี passion และความมุ่งมั่น ผลิตภัณฑ์ AI ของเราก็สามารถสร้างรายได้แบบ Passive Income ให้เราได้ในระยะยาวนะคะ ลองคิดดูสิว่ามีปัญหาอะไรที่ AI สามารถช่วยแก้ได้บ้างในชีวิตประจำวันของเรา หรือในธุรกิจเล็กๆ รอบตัว นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ AI ที่ประสบความสำเร็จ

รูปแบบการเรียนรู้ ข้อดี ข้อควรพิจารณา ความเหมาะสม
เรียนรู้ด้วยตัวเอง ยืดหยุ่นสูง, ฟรีหรือค่าใช้จ่ายต่ำ, ปรับแต่งเนื้อหาได้ตามความสนใจ ต้องมีวินัยสูง, ขาดโครงสร้างที่เป็นระบบ, อาจใช้เวลานานในการหาข้อมูล ผู้มีวินัย, ชอบค้นคว้า, มีพื้นฐานบางอย่างอยู่แล้ว
คอร์สออนไลน์ (Coursera, edX) เนื้อหาเป็นระบบ, มีใบรับรอง, เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย, ต้นทุนไม่สูงมาก ต้องเสียค่าใช้จ่าย (บางคอร์ส), ต้องมีวินัยในการเรียนให้จบ ผู้ต้องการความรู้เป็นระบบ, อยากได้ใบรับรอง, มีงบประมาณจำกัด
ปริญญาด้าน AI/วิทยาการข้อมูล ความรู้ลึกซึ้ง, เครือข่ายจากมหาวิทยาลัย, ใบปริญญาเป็นที่ยอมรับสูง ใช้เวลานาน, ค่าใช้จ่ายสูง, อาจเน้นทฤษฎีมากเกินไป ผู้ต้องการความรู้เชิงลึก, อยากเป็นนักวิจัย, มีงบประมาณและเวลา
Bootcamp/Camp ระยะสั้น เรียนรู้เร็ว, เน้นปฏิบัติ, มีโอกาสได้งานสูงหลังเรียนจบ ค่าใช้จ่ายสูง, เนื้อหาเข้มข้นมาก, ต้องมีเวลาทุ่มเทเต็มที่ ผู้ต้องการเปลี่ยนสายงานเร็ว, เน้นทักษะใช้งานจริง, มีงบประมาณพอสมควร
Advertisement

ก้าวทันโลก AI: การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือหัวใจสำคัญ

โลกของ AI ไม่เคยหยุดนิ่งค่ะ! ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ อัลกอริทึมใหม่ๆ หรือแม้แต่แนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตลอดเวลา ถ้าเราหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ เราก็อาจจะตามไม่ทันโลก AI ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ทันทีเลยนะคะ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในวงการนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นแรงผลักดันให้ฉันต้องอัปเดตความรู้และฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรายังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทันสมัยและเป็นที่ต้องการในตลาดงาน AI ค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานเท่านั้นนะคะ แต่การที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ยังทำให้ชีวิตของเรามีสีสันและน่าค้นหาอยู่เสมอด้วยค่ะ

ติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ: ไม่ให้ตกยุค

วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราไม่ตกยุคคือการติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบล็อกของผู้เชี่ยวชาญ ติดตามช่อง YouTube หรือ podcast เกี่ยวกับ AI อ่านบทความวิจัยใหม่ๆ หรือเข้าร่วมงานสัมมนาต่างๆ การที่เราเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ อยู่เสมอจะช่วยให้เราเข้าใจทิศทางของวงการ AI และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงทีค่ะ ฉันเองก็จะมีแหล่งข้อมูลประจำที่ฉันคอยติดตามอยู่เสมอ เช่น เว็บไซต์ arXiv สำหรับงานวิจัยใหม่ๆ หรือบล็อกของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่มักจะแชร์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ การที่เราอัปเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ทำให้เราเก่งขึ้นเท่านั้นนะคะ แต่ยังทำให้เรามีเรื่องใหม่ๆ มาพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ ในวงการได้ด้วย

ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ: ทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ความรู้ถ้าไม่นำมาใช้ก็จะเลือนหายไปค่ะ ดังนั้นการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำโปรเจกต์เล็กๆ การเข้าร่วมแข่งขัน Kaggle การแก้โจทย์ปัญหาด้าน AI หรือแม้แต่การอ่านโค้ดของคนอื่น การลงมือทำจริงๆ จะช่วยให้เราเข้าใจหลักการและสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ ฉันจะพยายามจัดสรรเวลาในแต่ละสัปดาห์เพื่อทบทวนความรู้และลองทำอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับ AI อยู่เสมอ เหมือนกับการเล่นกีฬาที่ต้องฝึกฝนบ่อยๆ ถึงจะเก่งขึ้นนั่นแหละค่ะ ยิ่งเราฝึกฝนมากเท่าไหร่ ทักษะ AI ของเราก็จะยิ่งแข็งแกร่งและฝังลึกอยู่ในตัวเรามากขึ้นเท่านั้น ทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา แล้วเราจะเห็นว่าการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปเลยค่ะ

ส่งท้ายบทความ

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าบทความนี้จะเปิดมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนได้เห็นว่าโลกของ AI นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่มีใบปริญญาตรงสาย หรือต้องเป็นอัจฉริยะเท่านั้นเลยค่ะ ฉันเองก็ได้เรียนรู้และเติบโตมาจากการลองผิดลองถูกมากมาย ขอแค่เรามีความสนใจจริงจัง พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา และไม่กลัวที่จะก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซน เส้นทางสู่ความสำเร็จในสายงาน AI ก็เปิดกว้างรอเราทุกคนอยู่นะคะ เหมือนที่เขาว่ากันว่า “ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” ยิ่งในยุค AI ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือสิ่งที่เราจะขาดไม่ได้เลยค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางในโลก AI ที่น่าตื่นเต้นนี้ไปด้วยกันนะคะ

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม

1. อย่าลืมเข้าร่วมคอมมูนิตี้ AI ในประเทศไทยนะคะ มีหลายกลุ่มมากๆ ทั้งใน Facebook, Line OpenChat หรือการรวมตัวในงาน Meetup ต่างๆ การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนคอเดียวกันจะช่วยให้เราได้ไอเดียใหม่ๆ และได้คำแนะนำดีๆ เพียบเลยค่ะ

2. มีคอร์สเรียน AI ฟรีมากมายที่สามารถเริ่มต้นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นจากแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Coursera, Google, Microsoft หรือแม้แต่คอร์สดีๆ จากสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT MOOC) และ Chula MOOC ที่จะช่วยปูพื้นฐานให้เราเข้าใจ AI ได้อย่างเป็นระบบค่ะ

3. ลองใช้เครื่องมือ AI สัญชาติไทยดูบ้างก็ดีนะคะ ตอนนี้มีหลายแพลตฟอร์มที่พัฒนา AI มาเพื่อรองรับภาษาไทยโดยเฉพาะ เช่น AI for Thai, Typhoon 2 หรือ Alisa AI ที่จะช่วยให้การทำงานของเราง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

4. ตลาดแรงงาน AI ในไทยเติบโตเร็วมากค่ะ! ตำแหน่งอย่าง Data Scientist, Machine Learning Engineer หรือ AI Engineer กำลังเป็นที่ต้องการสูง การพัฒนาทักษะ AI จะเพิ่มโอกาสในการทำงานและเติบโตในสายอาชีพได้อย่างก้าวกระโดดเลยค่ะ

5. สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ อย่าเชื่อทุกอย่างที่ AI สร้างขึ้นมานะคะ ควรตรวจสอบข้อมูลซ้ำเสมอ และใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเสริม ไม่ใช่ให้มันตัดสินใจแทนเราทั้งหมด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นค่ะ

สรุปประเด็นสำคัญ

เส้นทางสู่โลก AI เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญาเฉพาะทาง เพียงแค่มีความมุ่งมั่นและใจรักในการเรียนรู้ ทักษะสำคัญไม่ได้มีแค่ด้านเทคนิค แต่รวมถึงความเข้าใจธุรกิจ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ การสร้างพอร์ตโฟลิโอที่น่าประทับใจ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี และการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และอย่าลืมว่า AI ยังมอบโอกาสในการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ทั้งการเป็นฟรีแลนซ์ หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ AI ด้วยความเข้าใจ ข้อควรระวัง และวิจารณญาณ เพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่และยั่งยืนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ถ้าอยากเข้าสู่วงการ AI จำเป็นต้องเรียนปริญญาด้าน AI โดยตรงเท่านั้นไหมคะ หรือมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจกว่ากัน?

ตอบ: คำถามนี้โดนใจมากๆ เลยค่ะ! เพราะจากที่ฉันได้สัมผัสและพูดคุยกับคนในวงการมามากมาย ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขอบอกเลยว่า “ไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาด้าน AI โดยตรงเสมอไปค่ะ!” คือถ้ามีโอกาสได้เรียนปริญญาเฉพาะทางก็ดีมากๆ ค่ะ เพราะจะได้เรียนรู้พื้นฐานที่แน่นปึ้กและมีเครือข่ายเพื่อนร่วมรุ่น แต่ในยุคปัจจุบันนี้ โลกเราไปเร็วมากค่ะ ทักษะและประสบการณ์จริงสำคัญไม่แพ้ใบปริญญาเลยค่ะ ฉันเองก็เคยคิดว่าต้องไปเรียนต่อโทเมืองนอกถึงจะเทพ แต่พอได้ลองศึกษาเส้นทางอื่นๆ ก็พบว่ามีหลายคนมากๆ ที่ไม่ได้จบตรงสาย แต่ประสบความสำเร็จในวงการ AI ได้อย่างน่าทึ่ง!
ทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยก็คือ
การเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self-learning) ผ่านคอร์สออนไลน์ต่างๆ ค่ะ อย่าง Coursera, edX, Udacity หรือแม้แต่ SkillLane ของไทยเราก็มีคอร์สดีๆ เยอะแยะเลยค่ะ เน้นไปที่ Machine Learning, Deep Learning, Data Science หรือ Prompt Engineering ซึ่งกำลังมาแรงมากๆ สิ่งสำคัญคือการลงมือทำโปรเจกต์จริง สร้าง Portfolio ที่จับต้องได้ค่ะ
เข้าร่วม Bootcamp หรือ Workshop ระยะสั้น ที่เน้นการปฏิบัติจริงและอัปเดตความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้เราได้เรียนรู้ทักษะที่ตลาดต้องการในเวลาอันสั้น
การเปลี่ยนสายงาน (Career Transition) ก็เป็นไปได้นะคะ หากคุณมีพื้นฐานด้าน Programming, สถิติ หรือคณิตศาสตร์อยู่แล้ว การเรียนรู้เพิ่มเติมด้าน AI ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปเลยค่ะ หลายบริษัทในไทยเองก็เปิดโอกาสให้คนที่มีใจรักและพร้อมเรียนรู้เข้ามาทำงานด้าน AI โดยไม่ได้จำกัดแค่คนจบตรงสายเท่านั้นค่ะ ฉันมองว่า passion และความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือกุญแจสำคัญที่สุดเลยค่ะ

ถาม: สำหรับคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้าน AI เลย ควรเริ่มต้นจากตรงไหนดีคะถึงจะไปต่อในสายงานนี้ได้?

ตอบ: โอ้โห! เป็นคำถามที่หลายคนกังวลเลยค่ะ ฉันเข้าใจดีเลยว่าการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ที่ดูซับซ้อนอย่าง AI อาจจะทำให้รู้สึกท้อได้ง่ายๆ แต่เชื่อฉันเถอะค่ะว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด!
จากประสบการณ์ของตัวฉันเองและเพื่อนๆ ในวงการ การเริ่มต้นที่ดีจะทำให้เราไปต่อได้อย่างมั่นคงค่ะสิ่งแรกสุดที่อยากแนะนำคือ “ปูพื้นฐานให้แน่น” ค่ะ ไม่ต้องรีบร้อนไปเรียนเรื่องยากๆ แต่เน้นทำความเข้าใจคอนเซ็ปต์พื้นฐานก่อน
คณิตศาสตร์พื้นฐาน: โดยเฉพาะสถิติ (Statistics) และพีชคณิตเชิงเส้น (Linear Algebra) ไม่ต้องถึงขั้นเป็นอัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ แต่เข้าใจหลักการทำงานของโมเดล AI ก็พอค่ะ มีหลายคอร์สสอนคณิตศาสตร์สำหรับ AI โดยเฉพาะเลยนะคะ
การเขียนโปรแกรม (Programming): ภาษา Python คือภาษามหาชนของ AI เลยค่ะ ควรเริ่มต้นจาก Python ให้คล่อง เพราะมี Library และ Framework สำหรับ AI ให้เลือกใช้เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น NumPy, Pandas, Scikit-learn, TensorFlow หรือ PyTorch
ทำความเข้าใจแนวคิดหลักของ AI/ML: เริ่มจาก Machine Learning ทั่วไปก่อน เช่น Supervised/Unsupervised Learning, Classification, Regression ค่อยๆ ไปทีละสเต็ปค่ะแหล่งเรียนรู้ที่ฉันอยากแนะนำมากๆ ก็คือคอร์สออนไลน์ฟรีและเสียเงินบนแพลตฟอร์มอย่าง Coursera (ลองหาคอร์ส Machine Learning ของ Andrew Ng ดูนะคะ คือตำนานมาก!), edX, Kaggle (มี Dataset และ Competition ให้ลองฝึกมือเยอะแยะเลย) หรือ YouTube ก็มีช่องดีๆ สอนเยอะแยะเลยค่ะ ที่สำคัญคือ “ลงมือทำโปรเจกต์เล็กๆ” ค่ะ อย่าแค่เรียนทฤษฎี แต่ต้องนำมาประยุกต์ใช้จริง เพื่อให้เราเห็นภาพและเข้าใจมากขึ้นค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากการทำโปรเจกต์ง่ายๆ นี่แหละค่ะ ค่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเก่งเองค่ะ!

ถาม: เรียน AI แล้วจะสามารถทำงานอะไรได้บ้างในประเทศไทย และตลาดงานตอนนี้มีความต้องการมากน้อยแค่ไหนคะ?

ตอบ: เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะเรียนแล้วก็ต้องเอาไปต่อยอดอาชีพได้จริงใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าตลาดงานด้าน AI ในประเทศไทยและทั่วโลกกำลัง “บูมสุดๆ” ค่ะ! บริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้าน AI อย่างหนักเลยค่ะ เพราะ AI เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เยอะมากๆตำแหน่งงานยอดนิยมที่คุณสามารถคว้าโอกาสได้หลังเรียน AI มีดังนี้ค่ะ
Data Scientist: นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล คือผู้ที่วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อหา Insight และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางธุรกิจ เป็นตำแหน่งที่ต้องการสูงมากๆ
Machine Learning Engineer: วิศวกร Machine Learning ผู้ที่ออกแบบ พัฒนา และดูแลระบบ AI ให้สามารถทำงานได้จริงในสภาวะแวดล้อมต่างๆ
AI Developer: นักพัฒนา AI ผู้ที่เขียนโค้ดและสร้างแอปพลิเคชันที่ใช้ AI เป็นส่วนประกอบ เช่น Chatbot, ระบบแนะนำสินค้า
AI Consultant: ที่ปรึกษา AI ช่วยให้องค์กรต่างๆ เข้าใจและนำ AI ไปปรับใช้ในธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
Prompt Engineer: ตำแหน่งใหม่มาแรงที่ทำงานร่วมกับ Generative AI โดยการออกแบบและปรับปรุง Prompt เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในประเทศไทยเอง บริษัทขนาดใหญ่ในภาคการเงิน (ธนาคาร, ประกัน), โทรคมนาคม, E-commerce, เทคโนโลยี, และ Start-up ด้านต่างๆ กำลังลงทุนอย่างมหาศาลใน AI ค่ะ ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะเหล่านี้ยังสูงกว่าจำนวนผู้ที่สามารถทำได้จริงอยู่มากค่ะ!
ทำให้คนที่จบหรือมีความเชี่ยวชาญด้าน AI มีโอกาสในการเลือกงานและได้รับค่าตอบแทนที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียวค่ะ สิ่งที่ฉันเห็นมากับตาตัวเองคือบริษัทหลายแห่งเริ่มมี AI Lab หรือทีม AI โดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ดังนั้น ถ้าคุณมีความรู้และประสบการณ์ด้าน AI คุณแทบไม่ต้องกลัวตกงานเลยค่ะ!
จงเชื่อมั่นในตัวเองแล้วก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่เลยค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement