สวัสดีค่ะทุกคน! ช่วงนี้กระแส AI มาแรงแซงโค้งสุดๆ เลยใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่อง AI เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นข่าวเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแม้แต่บทความเกี่ยวกับอนาคตของสายอาชีพต่างๆ ฉันเองในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาพักใหญ่ ก็รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่ AI นำมาให้ แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นหลายคนยังลังเลและมีคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง “เงินเดือน” และ “โอกาส” ในสายงาน AI นี้ค่ะหลายคนคงเคยได้ยินว่างานด้าน AI เงินเดือนสูงลิ่ว ทำเอาคนทั่วไปถึงกับอิจฉา แต่ความจริงแล้วตัวเลขเหล่านั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่?
และที่สำคัญคือ ถ้าเราอยากจะก้าวเข้ามาในสายงานนี้ หรือกำลังจะเปลี่ยนงานในอุตสาหกรรม AI เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะสมเหตุสมผล ไม่มากไป ไม่น้อยไป และจะต่อรองยังไงให้ได้ตามที่เราคาดหวัง จากประสบการณ์ที่ฉันเห็นตลาดแรงงาน AI ในบ้านเรากำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่มีทักษะด้าน AI อย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่ามาพร้อมกับค่าตอบแทนที่ดึงดูดใจมากๆ ค่ะ แต่การจะคว้าโอกาสทองนี้ไว้ได้นั้น ไม่ใช่แค่มีทักษะดีเยี่ยมอย่างเดียว แต่ต้องรู้จัก “คุณค่า” ของตัวเอง และรู้วิธี “นำเสนอ” ตัวเองอย่างชาญฉลาดด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร AI, นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning อาชีพเหล่านี้มีแนวโน้มเงินเดือนสูงมากๆ ยิ่งมีประสบการณ์และทักษะเฉพาะทาง ยิ่งมีโอกาสสร้างรายได้ที่น่าทึ่งเลยค่ะฉันเข้าใจดีว่าการหาข้อมูลเชิงลึกเรื่องเงินเดือนในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และการต่อรองก็เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนรู้สึกประหม่า แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะวันนี้ฉันเตรียมข้อมูลอัปเดตล่าสุดและเคล็ดลับเด็ดๆ จากประสบการณ์จริงมาฝากทุกคนแล้ว เพื่อให้คุณมั่นใจและพร้อมที่จะคว้าโอกาสดีๆ ในโลก AI ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กจบใหม่ที่กำลังมองหาเส้นทางอาชีพ หรือคนทำงานที่ต้องการอัปเกรดตัวเองในสาย AI โพสต์นี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของค่าตอบแทนในสายงาน AI พร้อมเทคนิคการต่อรองที่ใช้ได้จริง เพื่อให้คุณได้ “งานที่ใช่” และ “เงินเดือนที่ฝัน” มาร่วมค้นหาคำตอบและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคตอันสดใสในวงการ AI ไปด้วยกันนะคะ!
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับการเปรียบเทียบเงินเดือนในอุตสาหกรรม AI และเคล็ดลับการต่อรองที่ไม่มีใครเคยบอกคุณมาก่อนเลยค่ะ มาหาคำตอบและเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสดีๆ ในโลก AI ได้อย่างเต็มที่ในบทความนี้กันค่ะ
AI คืออนาคตที่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือโอกาสทองของคนไทย

ทำไม AI ถึงเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน?
สวัสดีค่ะทุกคน! ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับกระแส AI ที่กำลังมาแรงสุดๆ ในบ้านเราตอนนี้มากๆ เลยนะคะ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในวงการเทคโนโลยีมาพักใหญ่ ฉันเห็นเลยว่า AI ไม่ใช่แค่คำศัพท์เท่ๆ ที่เอาไว้พูดกันในวงนักพัฒนาอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ, การแพทย์, การเงิน, หรือแม้กระทั่งวงการบันเทิง ทุกที่ต่างต้องการคนที่มีความเข้าใจและทักษะด้าน AI เข้ามาช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ฉันเห็นได้ชัดเลยคือบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งในไทยเริ่มลงทุนในเทคโนโลยี AI กันอย่างจริงจัง มีการเปิดแผนกใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งตั้งทีม AI โดยเฉพาะขึ้นมา เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีความต้องการสูง โอกาสสำหรับคนที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ก็ยิ่งเปิดกว้าง และแน่นอนว่ามาพร้อมกับผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจมากๆ ค่ะ ฉันเชื่อว่าตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะเข้ามาคว้าโอกาสในสายงาน AI เลยก็ว่าได้ เพราะตลาดกำลังโต คนเก่งยังมีไม่มากพอ และผลตอบแทนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาดโลก.
บริษัทไหนบ้างที่กำลังมองหาคนเก่งด้าน AI?
เมื่อพูดถึงบริษัทที่กำลังมองหาคนเก่งด้าน AI ในประเทศไทยเนี่ย บอกเลยว่ามีเยอะมากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เท่านั้นนะ แต่ยังรวมถึงธนาคาร, บริษัทประกัน, กลุ่มค้าปลีก, และแม้กระทั่งสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ไฟแรงอีกเพียบเลยค่ะ จากที่ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ในวงการและติดตามข่าวสารมาตลอด ฉันเห็นว่าหลายบริษัทกำลังทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างทีม AI ของตัวเอง หรือแม้กระทั่งร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อพัฒนาระบบ AI ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ธนาคารชั้นนำหลายแห่งกำลังมองหา AI Engineer และ Data Scientist เพื่อพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า, ตรวจจับการทุจริต, หรือแม้แต่สร้างแชทบอทอัจฉริยะมาช่วยบริการลูกค้า ส่วนบริษัทอีคอมเมิร์ซก็ต้องการคนมาพัฒนาอัลกอริทึมแนะนำสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีที่สุด ฉันเคยเห็นประกาศรับสมัครงานตำแหน่ง AI Specialist ที่ให้เงินเดือนสูงมากๆ เพียงเพราะต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการใช้ Machine Learning มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเลยนะ นี่แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะมีความเชี่ยวชาญด้านไหนในสาย AI ก็มีโอกาสมากมายรออยู่จริงๆ ค่ะ
ตำแหน่งฮิตติดลมบนในวงการ AI พร้อมเปิดเผยรายได้เฉลี่ยที่น่าสนใจ
วิศวกร AI กับรายได้ที่น่าตื่นเต้น
มาดูกันที่ตำแหน่งยอดฮิตอย่าง “วิศวกร AI” หรือ AI Engineer กันบ้างค่ะ ตำแหน่งนี้เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์และพัฒนาระบบ AI ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ, การพัฒนา, การทดสอบ, หรือการปรับปรุงโมเดล AI ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ธุรกิจจริงๆ ค่ะ จากที่ฉันได้สังเกตและรวบรวมข้อมูลมา วิศวกร AI ในประเทศไทยมีเงินเดือนที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ สำหรับน้องๆ จบใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สายงานนี้ อาจจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาทต่อเดือน แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไปเนี่ย รายได้สามารถพุ่งสูงไปถึง 70,000 – 100,000 บาท หรือมากกว่านั้นก็มีให้เห็นเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะถ้าคุณมีความเชี่ยวชาญในด้านเฉพาะทาง เช่น Computer Vision, Natural Language Processing (NLP) หรือ Reinforcement Learning ที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ ฉันเคยเจอเคสที่เพื่อนร่วมงานที่เก่งมากๆ ด้าน NLP ได้รับข้อเสนอเงินเดือนสูงกว่าปกติถึง 20-30% เลยค่ะ เพราะบริษัทต้องการคนมาช่วยพัฒนาระบบประมวลผลภาษาไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นทักษะที่หาได้ยากและมีมูลค่าสูงมากๆ ในตลาดแรงงานตอนนี้เลยล่ะค่ะ
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้ขับเคลื่อนอนาคต
อีกหนึ่งตำแหน่งที่มาแรงไม่แพ้กันก็คือ “นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล” หรือ Data Scientist ค่ะ คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ทำหน้าที่คล้ายนักสืบและนักพยากรณ์ข้อมูลในเวลาเดียวกัน พวกเขาจะรวบรวม, วิเคราะห์, ตีความข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อค้นหา Insight หรือแนวโน้มที่ซ่อนอยู่ และนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ รวมถึงการสร้างโมเดลทำนายอนาคตต่างๆ ด้วยค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันได้สัมผัสมา นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีทักษะการวิเคราะห์ที่เฉียบคมและสามารถสื่อสารผลลัพธ์ที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจได้เนี่ย จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากๆ ค่ะ เงินเดือนสำหรับตำแหน่งนี้ในประเทศไทยก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงเลยทีเดียว โดยเฉลี่ยแล้วเริ่มต้นที่ประมาณ 35,000 – 60,000 บาทสำหรับผู้เริ่มต้น และสามารถเพิ่มขึ้นไปถึง 80,000 – 120,000 บาท หรือมากกว่านั้นสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ 5 ปีขึ้นไป ยิ่งถ้าคุณมีความสามารถในการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายและมีประสบการณ์ในการจัดการ Big Data ได้ดี รับรองว่าคุณคือเพชรเม็ดงามที่หลายบริษัทตามหาเลยค่ะ ฉันเคยคุยกับผู้บริหารบริษัทหนึ่งที่บอกว่ายอมทุ่มเงินจ้าง Data Scientist เก่งๆ มาเป็นหัวหน้าทีม เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่าเกินกว่าที่คาดไว้เยอะเลยค่ะ
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning: ค่าตัวไม่ธรรมดา
มาถึงตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning” หรือ Machine Learning Specialist กันบ้างค่ะ ตำแหน่งนี้จะโฟกัสไปที่การออกแบบ, พัฒนา, และปรับปรุงโมเดล Machine Learning โดยเฉพาะ เพื่อให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AI เลยก็ว่าได้ค่ะ ด้วยความที่งานนี้ต้องอาศัยความรู้เชิงลึกทั้งทางด้านสถิติ, คณิตศาสตร์, และการเขียนโปรแกรม ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก และแน่นอนว่าค่าตอบแทนก็อยู่ในระดับที่สูงมากๆ ค่ะ ในประเทศไทย เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับตำแหน่งนี้อาจจะอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 70,000 บาท และสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไป รายได้อาจจะพุ่งไปถึง 90,000 – 150,000 บาท หรือสูงกว่านั้นได้ไม่ยากเลยค่ะ ฉันเคยเห็นประกาศรับสมัครที่ต้องการ Machine Learning Engineer ที่มีประสบการณ์ด้าน Deep Learning โดยเฉพาะ พร้อมระบุเงินเดือนที่สูงกว่าตลาดทั่วไปเกือบเท่าตัวเลยนะคะ เพราะทักษะเหล่านี้ยังหาคนทำได้ยากและเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ที่ล้ำสมัยมากๆ เลยค่ะ การลงทุนพัฒนาตัวเองในสายงานนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เลยล่ะค่ะ
| ตำแหน่งงาน | ประสบการณ์ (ปี) | เงินเดือนเฉลี่ย (บาท/เดือน) | ทักษะสำคัญ |
|---|---|---|---|
| วิศวกร AI (AI Engineer) | 0-2 | 30,000 – 50,000 | Python, ML Frameworks (TensorFlow, PyTorch), Cloud Platforms |
| วิศวกร AI (AI Engineer) | 3-5+ | 70,000 – 100,000+ | Computer Vision, NLP, Reinforcement Learning, System Design |
| นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) | 0-2 | 35,000 – 60,000 | Statistics, Python/R, SQL, Data Visualization |
| นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) | 3-5+ | 80,000 – 120,000+ | Big Data Technologies (Hadoop, Spark), A/B Testing, Predictive Modeling |
| ผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning (ML Specialist) | 0-2 | 40,000 – 70,000 | ML Algorithms, Model Evaluation, Data Preprocessing |
| ผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning (ML Specialist) | 3-5+ | 90,000 – 150,000+ | Deep Learning, MLOps, Model Deployment, Research Skills |
ปัจจัยสำคัญที่กำหนดเงินเดือนของคุณในโลก AI
ประสบการณ์และทักษะเฉพาะทางคือตัวแปรสำคัญ
บอกเลยว่าในโลกของ AI เนี่ย ประสบการณ์และทักษะเฉพาะทางคือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ ค่ะ จากที่ฉันได้เห็นมาตลอด คนที่มีประสบการณ์ตรงในการพัฒนาโปรเจกต์ AI ที่ประสบความสำเร็จ หรือมีผลงานเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ถูกนำไปใช้จริง หรือโมเดลที่ตีพิมพ์ในงานวิชาการ มักจะได้รับข้อเสนอเงินเดือนที่สูงกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ เพราะอะไรน่ะเหรอ?
ก็เพราะว่าประสบการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง และแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ ทักษะเฉพาะทาง เช่น ความเชี่ยวชาญในโดเมนใดโดเมนหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น AI สำหรับการแพทย์, AI สำหรับการเงิน หรือ AI สำหรับการตลาด ก็เป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวคุณได้มากๆ เลยนะคะ เพราะบริษัทมักจะต้องการคนที่มีความเข้าใจในธุรกิจของตนเองควบคู่ไปกับความรู้ด้าน AI ฉันเคยเห็นเพื่อนที่เชี่ยวชาญด้าน AI สำหรับการวิเคราะห์หุ้น ได้รับการติดต่อจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่งพร้อมข้อเสนอที่ไม่มีใครปฏิเสธได้เลยค่ะ นั่นแสดงให้เห็นว่าการโฟกัสและพัฒนาตัวเองในทักษะที่เฉพาะเจาะจง จะเปิดประตูสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่และผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
บริษัทและประเภทอุตสาหกรรมก็มีผลนะ!
อีกหนึ่งปัจจัยที่เรามองข้ามไม่ได้เลยก็คือ “ประเภทของบริษัท” และ “อุตสาหกรรม” ที่เราเข้าไปทำงานด้วยค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉัน บริษัทใหญ่ๆ ที่มีงบประมาณเยอะ เช่น บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ, ธนาคารขนาดใหญ่, หรือบริษัทข้ามชาติ มักจะเสนอเงินเดือนและสวัสดิการที่สูงกว่าบริษัทขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพเป็นธรรมดาค่ะ เพราะพวกเขามีศักยภาพทางการเงินที่มากกว่า และต้องการดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงานมากๆ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบางประเภทก็มีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินเดือนสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยนะคะ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยี, การเงิน, หรือการแพทย์ ที่กำลังทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการลงทุนใน AI จะมีงบประมาณสำหรับค่าตอบแทนบุคลากรด้าน AI ที่สูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ค่ะ ฉันเคยมีเพื่อนที่เลือกทำงานกับสตาร์ทอัพด้าน AI ที่เงินเดือนเริ่มต้นอาจจะไม่สูงมากนัก แต่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ในระยะยาวเขาสามารถอัปเกรดตัวเองและย้ายไปทำงานกับบริษัทใหญ่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้อย่างรวดเร็วเลยค่ะ ดังนั้น การเลือกบริษัทและอุตสาหกรรมที่ใช่ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสร้างเส้นทางอาชีพ AI ที่มั่นคงและมีรายได้ที่ดีในระยะยาวค่ะ
สร้างโปรไฟล์ให้โดดเด่นและน่าจับตามองในสายงาน AI
พอร์ตโฟลิโอเจ๋งๆ สร้างความประทับใจแรก
ในโลกที่การแข่งขันสูงอย่างสายงาน AI การมี “พอร์ตโฟลิโอ” ที่เจ๋งและน่าสนใจคือสิ่งที่สำคัญมากๆ เลยนะคะ มันเหมือนบัตรเชิญพิเศษที่จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าใครๆ เลยค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันเห็นมาหลายต่อหลายครั้ง ผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารที่กำลังมองหาคนเก่งๆ จะให้ความสำคัญกับผลงานจริงที่คุณเคยสร้างสรรค์มากกว่าแค่ใบปริญญาหรือเกรดเฉลี่ยเสียอีกค่ะ พอร์ตโฟลิโอที่ดีควรจะรวบรวมโปรเจกต์ AI ที่คุณเคยทำ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ส่วนตัว, โปรเจกต์โอเพนซอร์ส, หรือโปรเจกต์ที่คุณทำร่วมกับทีมในที่ทำงานเก่า ควรจะมีการอธิบายถึงปัญหาที่คุณพยายามแก้ไข, วิธีการที่คุณใช้, เทคโนโลยีและเครื่องมือที่คุณเลือกใช้, และที่สำคัญที่สุดคือ “ผลลัพธ์” ที่คุณได้จากโปรเจกต์นั้นๆ ค่ะ ยิ่งถ้าคุณสามารถแสดงให้เห็นถึง Code ที่สะอาด, การจัดระเบียบโปรเจกต์ที่ดี, และความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ จะยิ่งสร้างความประทับใจได้มากค่ะ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งมีน้องคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบ แต่มีพอร์ตโฟลิโอแน่นปึ้กไปด้วยโปรเจกต์ AI ที่น่าสนใจหลายชิ้น รวมถึงโปรเจกต์ที่ทำนายพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า ซึ่งบริษัทที่กำลังรับสมัครพอดี ก็รีบติดต่อเขาไปสัมภาษณ์ทันทีเลยค่ะ เพราะผลงานของเขามันสื่อถึงศักยภาพที่แท้จริงได้ดีกว่าคำพูดใดๆ เลยจริงๆ
ทักษะเสริมที่ AI Career ต้องการ

นอกเหนือจากทักษะหลักด้าน AI แล้ว “ทักษะเสริม” ก็เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลยนะคะ เพราะทักษะเหล่านี้แหละที่จะช่วยให้คุณเป็นคนที่ครบเครื่องและเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น จากที่ฉันได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในวงการหลายท่าน สิ่งที่พวกเขามักจะมองหาในตัวผู้สมัครนอกจากความรู้ด้าน AI คือ ทักษะการสื่อสารที่ดีเยี่ยมค่ะ คุณต้องสามารถอธิบายแนวคิด AI ที่ซับซ้อนให้คนที่ไม่ใช่สายเทคนิคเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะงาน AI มักจะต้องทำงานร่วมกับแผนกอื่นๆ ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคมากนัก นอกจากนี้ ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) และการแก้ปัญหา (Problem Solving) ก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ เพราะงาน AI มักจะเจอความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ และคุณต้องพร้อมที่จะคิดวิเคราะห์และหาวิธีแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว และที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา” ค่ะ เพราะเทคโนโลยี AI พัฒนาไปเร็วมาก ถ้าเราไม่หยุดเรียนรู้ เราก็จะตามไม่ทันโลกค่ะ ฉันเคยเห็นเพื่อนที่เก่งด้านเทคนิคมากๆ แต่สื่อสารไม่เก่ง ก็มักจะเจอปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือนำเสนอไอเดียของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้ยาก ดังนั้น การพัฒนาทักษะเหล่านี้ควบคู่ไปกับความรู้ด้าน AI จะช่วยให้คุณไปได้ไกลในสายอาชีพนี้อย่างแน่นอนค่ะ
กลยุทธ์เจรจาต่อรองเงินเดือนที่ใครก็ใช้ได้จริง!
วิจัยข้อมูลให้แน่นก่อนก้าวเข้าสู่สนามจริง
ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่สนามรบแห่งการเจรจาต่อรองเงินเดือนเนี่ย สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทำคือ “การวิจัยข้อมูล” ให้แน่นปึ้กค่ะ เหมือนกับเราต้องรู้จักคู่ต่อสู้ของเราก่อนไปแข่งนั่นแหละค่ะ จากประสบการณ์ของฉัน การรู้ข้อมูลตลาดเงินเดือนในตำแหน่งที่เราสมัครอย่างละเอียด จะช่วยให้เรามีแต้มต่อในการต่อรองได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ คุณควรจะหาข้อมูลว่าตำแหน่งงาน AI แบบเดียวกับที่คุณสนใจ โดยมีประสบการณ์และทักษะใกล้เคียงกับคุณ มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้จากเว็บไซต์หางานชั้นนำ, รายงานสำรวจเงินเดือนจากบริษัทจัดหางาน, หรือแม้กระทั่งพูดคุยกับเพื่อนๆ ในวงการก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ การหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ บริษัทนี้มีวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน?
มีสวัสดิการอะไรบ้าง? และเคยมีประวัติการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานอย่างไรบ้าง? การรู้ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าข้อเสนอที่ได้รับนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และควรจะต่อรองไปในทิศทางไหน ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยไปสัมภาษณ์งาน โดยที่หาข้อมูลมาอย่างดีว่าบริษัทนี้มีแนวโน้มที่จะให้เงินเดือนสูงกว่าตลาดเล็กน้อย ทำให้ฉันมีความมั่นใจที่จะเรียกเงินเดือนในเรทที่สูงขึ้นมาหน่อย และสุดท้ายก็ได้ตามที่คาดหวังไว้เลยค่ะ
กลยุทธ์การต่อรองที่ทำให้ได้เงินเดือนที่ใช่
เมื่อเรามีข้อมูลแน่นแล้ว ก็ถึงเวลาใช้ “กลยุทธ์การต่อรอง” ที่จะทำให้เราได้เงินเดือนที่ “ใช่” และ “สมเหตุสมผล” กับความสามารถของเราค่ะ เคล็ดลับจากฉันก็คือ อย่าเพิ่งรีบบอกตัวเลขเงินเดือนที่คุณต้องการในตอนแรกสุดที่เขาถามนะคะ ลองปล่อยให้ทางบริษัทเสนอมาก่อนค่ะ เพราะบางทีเขาอาจจะเสนอเงินเดือนที่สูงกว่าที่คุณคิดไว้ก็ได้ แต่ถ้าเขาถามว่า “คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่?” ให้คุณตอบเป็นช่วงเงินเดือน (Salary Range) แทนที่จะระบุตัวเลขเดียวโดดๆ ค่ะ โดยช่วงเงินเดือนที่คุณบอกควรจะสูงกว่าสิ่งที่คุณต้องการเล็กน้อย เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการต่อรอง นอกจากนี้ ให้เน้นย้ำถึง “คุณค่า” ที่คุณจะนำมาสู่บริษัทค่ะ ไม่ใช่แค่ประสบการณ์หรือทักษะที่คุณมี แต่คือผลลัพธ์ที่คุณจะสร้างได้ ตัวอย่างเช่น “จากประสบการณ์ของดิฉันในการพัฒนาระบบ AI ที่ช่วยลดต้นทุนไปได้ 15% ดิฉันมั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้บริษัทของคุณบรรลุเป้าหมาย X ได้เช่นกันค่ะ และด้วยคุณสมบัตินี้ ดิฉันจึงคาดหวังเงินเดือนในช่วง…” การพูดแบบนี้จะทำให้เขาเห็นว่าคุณไม่ได้แค่ขอเงินเดือน แต่คุณกำลังนำเสนอการลงทุนที่คุ้มค่าให้กับบริษัทค่ะ ฉันเคยใช้กลยุทธ์นี้ตอนที่เปลี่ยนงาน และมันได้ผลดีมากๆ เลยนะคะ ทำให้ฉันได้เงินเดือนที่พึงพอใจและรู้สึกว่าตัวเองได้รับการประเมินค่าอย่างเหมาะสม
อย่ากลัวที่จะถามเพื่อสิ่งที่คุณคู่ควร
สุดท้ายนี้ สิ่งที่ฉันอยากจะบอกทุกคนมากๆ เลยก็คือ “อย่ากลัวที่จะถามเพื่อสิ่งที่คุณคู่ควร” ค่ะ หลายคนอาจจะรู้สึกประหม่าหรือกลัวว่าการต่อรองเงินเดือนจะทำให้บริษัทมองเราไม่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การต่อรองอย่างสุภาพและมีเหตุผล แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง และรู้จักคุณค่าของตัวเองดีค่ะ ผู้บริหารหรือ HR ที่ดี มักจะชื่นชมผู้สมัครที่กล้าหาญและมีข้อมูลมาสนับสนุนการต่อรองของตัวเองนะคะ สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความเป็นมืออาชีพและสุภาพตลอดเวลาค่ะ หากข้อเสนอแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ลองขอเวลาพิจารณาก่อน แล้วค่อยกลับไปเสนอตัวเลขที่คุณต้องการ พร้อมอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนค่ะ บางครั้งอาจจะไม่ได้เป็นตัวเงินเดือนโดยตรง แต่อาจจะเป็นสวัสดิการอื่นๆ เช่น วันหยุดที่เพิ่มขึ้น, โบนัส, หรือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีมูลค่าไม่แพ้กันค่ะ ฉันเองก็เคยลังเลที่จะต่อรอง แต่เมื่อลองทำดูแล้วก็พบว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ามากๆ การที่คุณได้เงินเดือนและสวัสดิการที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณมีกำลังใจในการทำงาน และสามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวคุณเองและบริษัทเลยค่ะ
อนาคตสดใสในโลก AI: พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง
ทักษะที่ไม่เคยตกยุคในโลก AI
โลกของ AI หมุนเร็วมากจริงๆ ค่ะ ทุกวันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เครื่องมือใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น การที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสายงานนี้ได้ สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยตกยุคเลยก็คือ “ทักษะพื้นฐานที่แข็งแกร่ง” ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในหลักการของ Machine Learning, Deep Learning, สถิติ, หรือแม้กระทั่งความสามารถในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python ที่ดีเยี่ยม ทักษะเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วค่ะ นอกจากนี้ ทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ (System Thinking) และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving) ก็เป็นสิ่งที่ AI ไม่มีทางมาแทนที่ได้ และเป็นทักษะที่บริษัทต่างๆ ยังคงต้องการอยู่เสมอค่ะ ฉันสังเกตเห็นว่าคนที่มีทักษะพื้นฐานแน่นๆ มักจะสามารถเปลี่ยนสายงานหรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็วกว่าคนอื่นมากๆ เลยนะคะ ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ทักษะเหล่านี้ก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ เปรียบเสมือนเครื่องมือพื้นฐานที่ต้องมีติดตัวไว้ เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่จำกัดนั่นเองค่ะ
การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
และสุดท้ายนี้ สิ่งที่ฉันอยากจะย้ำเตือนทุกคนมากๆ เลยก็คือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ Lifelong Learning คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในสายงาน AI ค่ะ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความวิจัย, เข้าอบรม, ลงเรียนคอร์สออนไลน์, หรือแม้กระทั่งเข้าร่วมคอมมูนิตี้ AI เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่นๆ การที่คุณพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้คุณไม่ตกยุค และสามารถคว้าโอกาสดีๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างเต็มที่ค่ะ ฉันเองก็ยังคงเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเลยนะคะ เพราะรู้สึกว่าโลก AI มันน่าตื่นเต้นและมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะแยะไปหมด การที่คุณเป็นคนที่กระหายความรู้และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะทำให้คุณเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถสร้างเส้นทางอาชีพ AI ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ จงมองว่าทุกๆ วันคือโอกาสในการเรียนรู้ และทุกๆ ความท้าทายคือโอกาสในการเติบโตนะคะ แล้วคุณจะพบว่าเส้นทางในสายงาน AI ของคุณจะสดใสและเต็มไปด้วยความสำเร็จอย่างแน่นอนค่ะ!
ปิดท้ายกันค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าบทความนี้จะช่วยจุดประกายและให้ข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับเส้นทางอาชีพ AI ในประเทศไทยได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ฉันเชื่อมั่นสุดใจเลยว่า AI ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คืออนาคตที่กำลังขับเคลื่อนโลกของเราไปข้างหน้าอย่างแท้จริงค่ะ และโอกาสดีๆ ก็กำลังรอคอยคนไทยที่มีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ใครที่กำลังคิดจะก้าวเข้าสู่สายงานนี้ บอกเลยว่าตอนนี้แหละค่ะคือจังหวะทองที่ดีที่สุด อย่ารอช้าที่จะพัฒนาตัวเองและคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้นะคะ แล้วคุณจะพบว่าเส้นทางสาย AI นั้นน่าตื่นเต้นและสร้างสรรค์ผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้คุณได้อย่างแน่นอนค่ะ
ข้อมูลน่ารู้ที่คุณไม่ควรพลาด
1. เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้พื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นภาษา Python, สถิติ, หรือหลักการ Machine Learning เพราะสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่จะพาคุณไปต่อยอดได้ไม่รู้จบค่ะ
2. สร้าง Portfolio ของคุณให้โดดเด่น ด้วยโปรเจกต์ AI ที่คุณลงมือทำเอง ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ส่วนตัวหรือการเข้าร่วม Open Source Project สิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของคุณค่ะ
3. สร้างเครือข่ายกับคนในวงการ AI ผ่านกลุ่ม Facebook, งาน Meetup, หรือ LinkedIn เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่อาจคาดไม่ถึง
4. พิจารณาการเรียนรู้เพิ่มเติมจากคอร์สออนไลน์หรือใบรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเสริมความน่าเชื่อถือให้กับโปรไฟล์ของคุณ
5. ติดตามข่าวสารและเทรนด์ AI ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การไม่หยุดเรียนรู้คือหัวใจสำคัญของการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานนี้ค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญ
จากการที่เราได้พูดคุยกันมาทั้งหมด ฉันเชื่อว่าทุกคนคงจะเห็นภาพรวมของโอกาสอันสดใสในสายงาน AI กันแล้วนะคะ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือตลาดแรงงาน AI ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้สูงมาก และแน่นอนว่ามาพร้อมกับค่าตอบแทนที่น่าดึงดูดใจ ตำแหน่งงานอย่างวิศวกร AI, นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, และผู้เชี่ยวชาญด้าน Machine Learning เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสายอาชีพที่มีอนาคตไกล นอกจากประสบการณ์และทักษะเฉพาะทางแล้ว การเลือกบริษัทและอุตสาหกรรมที่เหมาะสมก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดเส้นทางอาชีพของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างโปรไฟล์ที่โดดเด่นด้วย Portfolio ที่น่าประทับใจ การพัฒนาทักษะเสริมอย่างการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และที่ขาดไม่ได้คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะโลกของ AI นั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่คุณไม่หยุดพัฒนาตัวเอง จะเป็นกุญแจสำคัญที่พาคุณไปสู่ความสำเร็จและสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวได้อย่างแน่นอนค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: เงินเดือนเฉลี่ยของสายงาน AI ในประเทศไทยตอนนี้อยู่ประมาณเท่าไหร่คะ แล้วตำแหน่งไหนที่ฮอตที่สุด?
ตอบ: อู้หูววว… นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนอยากรู้เลยค่ะ! จากที่ฉันได้เห็นและสัมผัสมาตลอด รวมถึงข้อมูลอัปเดตล่าสุด ต้องบอกเลยว่าเงินเดือนสายงาน AI ในไทยเรานี่พุ่งแรงแซงทางโค้งมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะถ้าคุณมีทักษะและประสบการณ์ที่ใช่!
สำหรับภาพรวมนะคะ สายงาน IT รวมถึง AI เนี่ย เงินเดือนยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่องเลยค่ะ ถ้าเป็นน้องๆ จบใหม่สาย Data Scientist หรือ Data Engineer ก็มีสิทธิ์สตาร์ทที่ประมาณ 30,000 – 50,000 บาทเลยนะ แต่ถ้ามีประสบการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่ง Data Scientist นี่รายได้สามารถขยับไปได้ถึง 90,000 – 200,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว
ส่วนตำแหน่งที่ฮอตที่สุดและเงินเดือนสูงลิ่วในไทยตอนนี้คงหนีไม่พ้น “AI Engineer” (วิศวกร AI) และ “Machine Learning Engineer” (วิศวกร Machine Learning) เลยค่ะ พวกเขาเหล่านี้ทำหน้าที่ออกแบบ พัฒนา และดูแลระบบ AI รวมถึงโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องจักร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี AI เลยนะคะ สำหรับ Machine Learning Engineer ระดับเริ่มต้นอาจอยู่ที่ 30,000 – 70,000 บาท และสามารถไต่ไปได้ถึงหลักแสนบาทเมื่อมีประสบการณ์และความสามารถมากขึ้น ในขณะที่ AI Engineer โดยรวมแล้วถือว่ามีรายได้สูงกว่าวิศวกรสาขาอื่นๆ ถึง 8-12.5% เลยนะ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สายงานนี้เป็นที่ต้องการสูงและเงินเดือนดีมากๆ ค่ะ เพราะตลาดแรงงานไทยต้องการคนที่มีทักษะด้าน AI สูงถึงกว่า 37% เลยทีเดียวในปี 2567
ถาม: ถ้าอยากอัปเงินเดือนในสายงาน AI ต้องพัฒนาทักษะอะไรบ้างคะ อะไรที่ตลาดแรงงาน AI ในไทยต้องการมากที่สุด?
ตอบ: เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ! การจะเพิ่มมูลค่าและเรียกเงินเดือนสูงๆ ในสายงาน AI ได้นั้น เราต้องรู้ว่าตลาดกำลังมองหาอะไรอยู่ จากประสบการณ์ตรงและการสังเกตตลาดแรงงานในไทยนะคะ ทักษะที่นายจ้างต้องการมากที่สุดตอนนี้ไม่ใช่แค่ Hard Skills แต่ Soft Skills ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะเริ่มจาก Hard Skills หรือทักษะด้านเทคนิคก่อนเลยค่ะ:
การเขียนโปรแกรม (Programming): ภาษาที่จำเป็นอย่าง Python และ R ยังคงเป็นหัวใจหลักเลยค่ะ โดยเฉพาะสำหรับ Data Scientist ส่วน Machine Learning Engineer ก็ต้องเชี่ยวชาญ Python, Java, C++ ด้วยนะ
ความเข้าใจ Machine Learning (ML) และ Deep Learning (DL): แน่นอนว่าต้องเข้าใจหลักการทำงานของอัลกอริทึมต่างๆ การสร้างโมเดล AI รวมถึง Neural Networks
การจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis & Management): ทักษะด้าน Big Data, การทำ Data Mining, และการสร้าง Insight จากข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ ค่ะ เพราะข้อมูลคือหัวใจของการขับเคลื่อน AI SQL และ Excel ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญอยู่ค่ะ
ความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์และสถิติ (Math & Statistics): อันนี้เป็นรากฐานสำคัญเลยนะคะที่จะช่วยให้เราเข้าใจเบื้องหลังของอัลกอริทึมต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งนอกจาก Hard Skills แล้ว Soft Skills ก็สำคัญไม่แพ้กันและตลาดแรงงานไทยต้องการสูงมากๆ ค่ะ
ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills): ต้องสามารถอธิบายเรื่องเทคนิคที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปหรือผู้บริหารเข้าใจได้ง่ายๆ ค่ะ
การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา (Analytical & Problem-Solving Skills): AI คือการแก้ปัญหา ดังนั้นทักษะนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสุดๆ
ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (Adaptability & Lifelong Learning): โลก AI เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอค่ะ
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity): แม้ AI จะเก่งแค่ไหน แต่งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ยากค่ะถ้าคุณสามารถพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง รับรองว่าเงินเดือนพุ่งแน่นอนค่ะ!
ถาม: มีเคล็ดลับในการต่อรองเงินเดือนสำหรับตำแหน่ง AI อย่างไรบ้างคะ เพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลและน่าพอใจ?
ตอบ: การต่อรองเงินเดือนนี่เป็นศิลปะอย่างหนึ่งเลยนะคะ โดยเฉพาะในสายงาน AI ที่ตลาดมีการแข่งขันสูง ฉันมีเคล็ดลับเด็ดๆ จากประสบการณ์ที่เคยเจอมา และอยากจะแชร์ให้ทุกคนได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ:1.
รู้จักคุณค่าของตัวเอง (Know Your Worth): อันดับแรกเลย คุณต้องทำการบ้านให้ดีมากๆ ค่ะ! ลองหาข้อมูลเงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งที่คุณสนใจในตลาดไทย (อย่างที่ฉันให้ข้อมูลไปใน Q1) โดยพิจารณาจากประสบการณ์, ทักษะเฉพาะทาง, และอุตสาหกรรมที่คุณจะเข้าไปทำงานด้วย การรู้ข้อมูลพวกนี้จะทำให้คุณมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในการต่อรอง และไม่เรียกต่ำไปหรือสูงไปจนน่าตกใจค่ะ
2.
โชว์ผลงานที่เป็นรูปธรรม (Show, Don’t Just Tell): แทนที่จะบอกว่า “ฉันเก่งเรื่องนั้นเรื่องนี้” ให้คุณเตรียม Portfolio หรือ Case Study ที่แสดงให้เห็นว่าคุณได้ใช้ทักษะ AI ของคุณสร้างผลลัพธ์อะไรให้กับโปรเจกต์หรือบริษัทก่อนหน้าบ้าง เช่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือสร้างรายได้เท่าไหร่ การมีตัวเลขที่จับต้องได้จะสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มอำนาจในการต่อรองของคุณได้มากเลยค่ะ
3.
เน้นย้ำทักษะที่เป็นที่ต้องการ (Highlight In-Demand Skills): ตามที่เล่าไปใน Q2 ว่าทักษะด้าน AI หลายอย่างกำลังเป็นที่ต้องการสูงมากๆ ในระหว่างการสัมภาษณ์หรือการต่อรอง ให้คุณเน้นย้ำถึงทักษะเฉพาะทางที่คุณมี เช่น ความเชี่ยวชาญด้าน Machine Learning, Deep Learning, การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) หรือ Computer Vision รวมถึง Soft Skills อย่างการสื่อสารและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
4.
พิจารณาแพ็กเกจโดยรวม (Look at the Whole Package): เงินเดือนไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญนะคะ ลองมองภาพรวมของแพ็กเกจสวัสดิการทั้งหมดที่บริษัทเสนอให้ ไม่ว่าจะเป็นโบนัสประจำปี, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันสุขภาพ, วันหยุดพักผ่อน, โอกาสในการพัฒนาตนเอง, หรือแม้แต่ความยืดหยุ่นในการทำงาน (เช่น Work from home) บางทีเงินเดือนอาจจะไม่สูงเท่าที่คิด แต่สวัสดิการอื่นๆ อาจจะคุ้มค่ามากๆ ก็เป็นได้ค่ะ
5.
อย่ากลัวที่จะต่อรอง (Don’t Be Afraid to Negotiate): หลายคนมักจะประหม่าเมื่อต้องต่อรอง แต่จริงๆ แล้วบริษัทส่วนใหญ่คาดหวังอยู่แล้วว่าผู้สมัครจะมีการต่อรองบ้าง ขอแค่เรานำเสนอด้วยเหตุผลและมั่นใจในคุณค่าของตัวเองค่ะ ลองเริ่มต้นด้วยการขอช่วงเงินเดือนที่สูงกว่าที่บริษัทเสนอเล็กน้อย โดยอิงจากข้อมูลตลาดและคุณสมบัติของคุณ หากบริษัทไม่สามารถให้ตามที่ขอได้ทั้งหมด อาจจะลองต่อรองในส่วนอื่นๆ เช่น โอกาสในการ Upskill/Reskill หรือการปรับเงินเดือนในอนาคตแทนค่ะ
6.
ความกระตือรือร้นและทัศนคติเชิงบวก (Enthusiasm & Positive Attitude): นอกจากทักษะแล้ว ทัศนคติที่ดีและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้และทำงานร่วมกับทีมก็เป็นสิ่งที่นายจ้างมองหามากๆ เลยนะคะ การแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับองค์กร จะช่วยสร้างความประทับใจและอาจส่งผลดีต่อการพิจารณาค่าตอบแทนได้ค่ะจำไว้เสมอนะคะว่า การต่อรองคือการหาจุดที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย ขอให้ทุกคนโชคดีกับการคว้าโอกาสทองในสายงาน AI ค่ะ!





